[Event] · [FanArt] · [Fic] · [TOB] · [Uriel]

[TOB] Event 1.6.1 : การบ้านวิชาพาหนะพระราชา

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

55defd_e18493fefb2549d59fc21ab21dc193a1

Thief of Baramos
[Fan commu]

55defd_4f0b4151338f4b87a35ef40836d944c0

The Philosopher Citadel

Author ‘s Note (1) (By Sena) :

[edit [08.04.2016] : เนื่องจากมองแล้วฟิคมันดูเป็น Side Story มากกว่าการบ้าน ด้วยความสงสารม้าน้อย เลยขอตัดส่วนของฟิคไปเป็น Behind the Scene ด้านล่างแทนนะคะ 5555 ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ทุกความเห็นที่เพื่อนๆช่วยกันแนะนำมาด้วยค่ะ ถ้ามีเวลาจะลองเอาฟิคที่ว่าไปรีไรท์แบ่งพาร์ทดูอีกทีน้า ระหว่างนี้ใครมาอ่านก็ขออภัยในความยาวของมันด้วยค่ะ]

…………………………………………………………………………………

[Event 1.6.1]  : การบ้านวิชาพาหนะพระราชา

…………………………………………………………………………………

Uriel Von Stein & Rex

Rex n Uri

ชื่อ : Rex

สายพันธุ์ และลักษณะ : เป็นลูกผสมแต่มีสายพันธุ์ม้าภูเขาโบราณปนอยู่ด้วย เป็นม้าขนสีขาวน้ำนมปลอดทั้งตัว รูปร่างกำยำกล้ามเนื้อแข็งแรง

อายุ : ไม่ทราบแน่ชัดเนื่องจากเป็นม้าป่าที่ถูกจับมาขายอีกที แต่จากลักษณะบ่งบอกว่าอายุประมาณไม่น่าเกิน 10 ปี

การพบกันครั้งแรก : ซื้อมาจากตลาดค้าม้าในเมืองหลวงของซาเรส ถูกใจตั้งแต่แรกพบ ราวกับ Love @ First Sight

อุปนิสัย : รักอิสระ กล้าหาญ ซื่อสัตย์ แสนรู้ และไว้วางใจได้

ความสามารถพิเศษ : นอกจากทนงานหนัก ขึ้นเขาลงเขาได้คล่องแล้ว ถูกฝึกให้กลับมาหาเจ้าของเมื่อได้ยินเสียงเป่าปากเรียกจากอูริเอล

ข้อเสีย : ฝีเท้าไม่จัดนัก เมื่อเทียบกับม้าสายพันธุ์ซึ่งมีรูปร่างเพรียวลมมากกว่า

ความสันพันธ์กับเจ้าของ (อูริเอล) : เป็นคู่หูที่สื่อสารกันเข้าใจ ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้เป็นอย่างดี มีหลายครั้งที่ได้เร็กซ์ช่วยชีวิตไว้ในระหว่างเข้าร่วมกองทหารรับจ้างซิลเวอร์วินด์กับพ่อ (อ่านรายละเอียดได้ใน Side Story Behind the Scene ด้านล่าง)

………………………………………………..

Author ‘s Note (2) (By Sena) :

เนื่องจากเนื้อหาฟิคคราวนี้ค่อนข้างรุนแรงในการรบพุ่งกัน เลยขออนุญาตมาแปะเกริ่นเตือนตรงนี้นิดก่อนนะคะ อีกส่วนที่จะเตือนคือความยาวค่ะ 5555 มันจะยาวไปไหนนนนน ใครเมาตัวหนังสือง่ายผ่านๆไปได้น้า (>_<‘) สำหรับคนที่ตั้งใจอ่านจนจบ เซนะขอบคุณมากๆเลยค่ะ มีคอมเม้นท์ ชอบไม่ชอบตรงไหน โปรดชี้แนะได้ตามสบายนะคะ ทางนี้จะได้พยายามปรับปรุงให้มันดีขึ้นค่ะ

Rate : 20+ (จากความรุนแรง) จริงๆอาจจะไม่รุนแรงขนาดนั้นนะ แต่ไม่ค่อยอยากให้เยาวชนซึมซับมากเกินจนชินชาไปกับมัน อย่าถามนะว่าแล้วเขียนออกมาไม 55555

…………………………………………………………………………………

Behind the Scene :

[Event 1.6.1]  : การบ้านวิชาพาหนะพระราชา

…………………………………………………………………………………

…กว่าผมจะหาเวลานั่งเขียนการบ้านวิชาพาหนะพระราชาได้ ก็ช่วงบ่ายแก่ๆของวันหยุด หลังจบการแข่งขันทัวร์นาเม้นท์วิชาเวทมนตร์และศาสตราวุธแล้วนั่นล่ะ

…แต่ใช่ว่ามีเวลาแล้วจะได้งาน…ช่วงนี้ในหัวของผมดันมีหลายต่อหลายเรื่องให้ต้องเก็บเอามาคิดซะด้วย ความรู้สึกอันหนักอึ้งพาลให้หัวไม่แล่นเอาซะเลย… ผมลอบถอนหายใจยาว สายตายังคงจับอยู่ที่กระดาษเปล่าบนโต๊ะ ซึ่งผมนั่งจ้องมันมาเกือบค่อนวันแล้ว

และอีกหนึ่งเหตุผลที่การบ้านของผมยังไม่ถึงไหน คงเพราะเรื่องราววีรกรรมของ ‘เร็กซ์’ เจ้าม้าคู่หูของผม มันเยอะมากซะจนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี… ผมควรเริ่มเล่าจากตรงไหนดีนะ…

…ผมจรดปลายปากกาขนนกแตะน้ำหมึก แล้วเริ่มตวัดอักษรตัวแรกลงบนกระดาษ…

.

.

……………………………………………………

… ตั้งแต่ได้รู้ว่า อิไซอาห์ กำลังจะเข้าเรียนที่โรงเรียนพระราชาในเอดินเบิร์ก…เขากำลังจะได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ จากจดหมายฉบับล่าสุดของเขา…

…สิ่งแรกที่ผมทำก็คือ…

…การบอกกับตัวเอง…ให้หยุดรอจดหมายจากเขาได้แล้ว…

…เพราะไม่อยากจะยอมรับว่าผมเป็นเพียงคนในอดีตที่กำลังค่อยๆถูกลืมของเขา… ผมจึงพยายามตะเกียกตะกายหนีออกมาจากจุดๆนั้น… และวิธีเดียวที่ผมคิดออกก็คือ การพยายามทำตัวให้ยุ่งจนไม่มีเวลาให้คิดถึง… ออกไปทำอะไรใหม่ๆ ออกไปจากสถานที่เดิมๆ เพื่อให้ลืม…

…ก็ถ้าเลือกได้… ผมก็อยากเลือกเป็นฝ่าย ‘ทิ้ง’ …

…ก่อนที่จะ… ‘ถูกทิ้ง’ อีกครั้ง….

……………………………………………………

[        …ไซ…

ฉันดีใจกับนายด้วยที่จะได้เข้าเรียนโรงเรียนพระราชาในที่สุด…ฉันว่าในนั้นต้องมีเรื่องสนุกมากมายแหงๆ

ฉันเองก็กำลังจะเข้าร่วมกองทหารรับจ้างกลุ่มซิลเวอร์วินด์ของพ่อเช่นกัน บางทีจากนี้… คงจะไม่ค่อยได้เข้าเมืองบ่อยๆ แถมยังต้องเดินทางไปทำงานในหลายๆที่ด้วย เพราะงั้น… อาจจะไม่ได้ตอบจดหมายนายได้เร็วนักเหมือนแต่ก่อน นายก็ตั้งใจเรียนด้วยล่ะ ไม่ต้องกังวลเรื่องจดหมายฉันหรอก มีเวลาก็ค่อยเขียนมาก็ได้

ส่วนทางฉันไว้เมื่อไหร่ได้เข้าเมือง ฉันจะส่งข่าวเล่าเรื่องการผจญภัยของฉันให้นายฟังก็แล้วกัน… ดีไหม?

รักและคิดถึงนายเสมอนะ     

อูริ                   ]

……………………………………………………

ผมส่งจดหมายฉบับนั้นให้กับลุงอินกัสด้วยมือผมเอง ในเช้าวันที่ผมออกเดินทางไปยังค่ายทหารกับพ่อ….

ชีวิตในค่ายทหารรับจ้างของผม ช่างแตกต่างจากชีวิตในรั้วในวังที่ผ่านมามาก แม้แต่การออกไปตั้งแคมป์ล่าสัตว์กับท่านแม่ก็ยังไม่ใกล้เคียง

แม้จะถูกเรียกว่า ‘นายน้อย’ แต่ผมกลับไร้ซึ่งสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งในเรื่องการกินอยู่หรือหลับนอน ตรงกันข้าม ผมกลับถูกพ่อจับฝึกอย่างหนัก หนักกว่าคนอื่นๆเสียด้วยซ้ำ เพื่อจะได้ตามคนอื่นๆได้ทันและไม่เป็นภาระของกลุ่ม

โลกรอบตัวของผมเปลี่ยนไป… แต่ก็เป็นในทางที่ดีขึ้น เพราะไม่นานผมก็สนุกกับโลกใบใหม่ของผม… ผมมีแก๊งล่าหมูป่า มีก๊วนเพื่อนทหารคอยคุยเล่นหยอกล้อ มีตารางฝึกซ้อมโหดๆ ซึ่งผมเห็นเป็นเรื่องท้าทาย และงานรับผิดชอบมากมายในกองทหาร…

ผมเริ่มได้ออกไปทำภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายมา เริ่มจากงานคุ้มกันเล็กๆน้อยๆในช่วงแรกไปจนถึงงานลอบฆ่า

 

…การฆ่าไม่ใช่เรื่องสนุก…

แต่เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงโดย  ‘ไม่ถูกฆ่า’ การมีสมาธิจดจ่ออยู่กับภารกิจนับเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแต่ละครั้งที่ ‘พลาด’ นั่นอาจหมายถึงโอกาสสุดท้ายที่จะรอดชีวิต…

หลังจากฝึกฝนและทำงานอยู่ในค่ายทหารได้ประมาณ 2 ปี ช่วงที่ผมอายุได้ 17 ปี ทักษะการต่อสู้ด้วยดาบ ธนู หรือแม้แต่การต่อสู้ด้วยมือเปล่า รวมถึงทักษะการขี่ม้าของผมก็รุดหน้าขึ้นมาก ฝีมือของผมดูจะล้ำหน้ากว่าเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวอยู่มาก บางทีเผลอๆผมยังเอาชนะพวกผู้ใหญ่ที่ตัวโตกว่าผมได้ด้วยซ้ำ นั่นทำให้ผมค่อนข้างจะหลงตัวเองอยู่ไม่น้อย

…จะว่าไปในตอนนั้น ผมมันก็แค่เด็กวัยรุ่นกร่างๆ หัวร้อน ทะนงตน ซึ่งหลงลำพองในฝีมือตนเอง จนแทบไม่ฟังใคร ไม่เห็นหัวใครนั่นล่ะ…

…น่ารังเกียจใช่ไหม?… ใช่… นึกย้อนไปผมก็เกลียดตัวเองในตอนนั้นเหมือนกัน…

แม้ว่าเพื่อนๆในค่ายทหารจะหยอกล้อพูดคุยกับผมสนุกสนานดี แต่พอเป็นเรื่องจริงจังที่ต้องตักเตือน พวกเขาล้วนเข็ดขยาดกับความดื้อรั้นของผมกันหมด

นอกจากพ่อ และลุงปาปัสซึ่งเป็นมือขวาของพ่อแล้ว ผมก็แทบไม่เคยฟังคำเตือนของใครหน้าไหนเลย แม้แต่ ‘อาสร่า’ ลูกชายคนเดียวของลุงปาปัส ซึ่งอายุมากกว่าผมตั้ง 8 ปี

อาสร่าถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคู่หูและพี่เลี้ยงประกบผม ในระหว่างการทำภารกิจช่วง 2 ปีแรก ด้วยความที่เรารบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานับครั้งไม่ถ้วน ผมจึงรู้สึกสนิทสนมและไว้ใจเขามากเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็มักจะล้อเล่น ไม่ก็เถียงกลับอย่างเห็นเป็นเรื่องไม่จริงจังนัก ทุกครั้งที่เขาพยายามตักเตือน ไม่ว่าเรื่องอะไร

……………………………………………………

ครั้งหนึ่งผมติดตามพ่อและอาสร่าเดินทางกลับเข้าเมืองหลวง เพื่อติดต่อรับงานตามที่ได้มีการนัดหมายกับผู้ว่าจ้างในโรงแรมแห่งหนึ่งไว้ล่วงหน้า

หลังจากได้พบและพูดคุยรายละเอียดของงานกับผู้ว่าจ้างแล้ว พ่อบอกผมว่าจะหาซื้อม้าภูเขาดีๆให้ผมสักตัวในตลาด เพราะเจ้า ‘อินโฟโน่’ ที่ผมขี่อยู่เป็นม้าเร็ว หากแต่งานใหม่ที่รับมา เป็นภารกิจล่าค่าหัวของหัวหน้ากลุ่มโจรภูเขาที่ชื่อคาซาล ซึ่งพวกมันมีปราการอยู่บนภูเขาสูง การบุกโจมตีฐานที่มั่นของพวกมัน ม้าเปรียวแต่ไม่สมบุกสมบันอย่างอินโฟโน่คงจะไม่ช่วยให้ผมได้เปรียบมากนัก…

…แล้ววันนั้นก็เป็นวันแรกที่ผมได้พบกับเรกซ์…

‘เร็กซ์’ เป็นม้าตัวผู้ ขนสีขาวบริสุทธิ์ราวน้ำนมปลอดทั้งตัว ด้วยความที่มันมีสายพันธุ์ของม้าภูเขาโบราณซึ่งหาได้ยากผสมอยู่ในตัว มัดกล้ามของมันจึงดูแข็งแกร่ง และอดทนต่อการใช้งานหนักได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการขี่หรือบรรทุกของยามเดินทางไกล ยามต้องฝ่าพายุหิมะ หรือแม้แต่เดินทางขึ้นเขา

แต่ในเรื่องของฝีเท้า นับว่าเร็กซ์เป็นม้าฝีเท้าไม่จัดนัก เมื่อเทียบกับ ‘อินโฟโน่’ เจ้าม้ารูปร่างเพรียวลมขนสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งผมมักจะขี่มันเวลาออกไปล่าสัตว์กับท่านแม่เสมอๆ

หลังจากต่อรองซื้อขายม้าตัวงามมาด้วยราคาสมน้ำสมเนื้อ ผมก็ให้คนพาอินโฟโน่กลับไปส่ง ให้ที่วังดูแลตามเดิม  จากนั้นพวกเราก็แยกกันจับจ่ายซื้อของเพื่อตระเตรียมสำหรับการเดินทางไกล

……………………………………………………

“เอ้า! คราวนี้หายไปซะนานเลย ฉบับนี้มาตั้งแต่ 2 อาทิตย์ที่แล้ว”

ลุงอินกัสเอ่ยทักหลังจากเดินหายเข้าไปหลังร้านและกลับออกมาพร้อมด้วยซองจดหมายสีขาวสะอาด… ลายมืออันคุ้นตาบนหลังซองเรียกรอยยิ้มจากใบหน้าของผมได้เสมอ

…ใช่… ทั้งที่พยายามแล้วทุกวิถีทาง ผมก็ยังแวะไปที่ร้านลุงอินกัส… ไปถามหาจดหมายจากเอดินเบิร์กอยู่ดี… ทุกครั้งที่ได้ติดตามพ่อเข้าไปติดต่อรับงานในเมือง… ทุกครั้งที่มีโอกาส…

และแม้ว่าไซจะเข้าเรียนที่โรงเรียนพระราชาแล้ว เขาก็ยังคงมีจดหมายมาเล่าเรื่องราวต่างๆให้ผมฟังอยู่เสมอๆ แม้ว่าจะเว้นช่วงห่างไปบ้างในช่วงที่เขายุ่งๆ ก็ตาม… ผมเองก็ทำเช่นเดียวกัน…

………………………………………………….

ตั้งแต่พบเร็กซ์ที่ตลาด ผมเองก็มีเรื่องให้ยุ่งในแต่ละวันมากขึ้น นั่นคือการฝึกเร็กซ์ให้ทำตามคำสั่งต่างๆ แม้จะไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่ก็ช่วยฆ่าเวลาได้ดีพอสมควร

ผมสังเกตได้ว่าเร็กซ์เป็นม้าแสนรู้ จากการพยายามสื่อสารของมัน และที่สำคัญอะไรบางอย่างในความรู้สึกบอกกับผมว่า ทั้งผมและมัน เราต่างถูกใจซึ่งกันและกัน

เร็กซ์ค่อนข้างรักอิสระ มันไม่ค่อยชอบอยู่ในคอกนานๆ และผมก็ให้อิสระกับมัน แลกเปลี่ยนกับการที่มันจะทำตัวให้น่าไว้เนื้อเชื่อใจจากผม มันจึงไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ได้รอบๆค่าย ตราบเท่าที่มันจะกลับมาหาผมได้ เมื่อผมเป่าปากเรียก

…………………………………………………

การเดินทางครั้งนี้กินเวลาเป็นสัปดาห์ กว่าที่พวกเราจะเดินทางเข้าไปในเขตสามเหลี่ยมชายแดนของซาเรส วิทช์ และ เจมิไน…

…พูดถึงชื่อประเทศเจมิไนขึ้นมา ผมก็หวนนึกถึงบางเรื่องขึ้นมา…ด้วยเจมิไนเป็นประเทศซึ่งผมเคยฝันจะได้ไปเห็นสักครั้ง สมัยที่ยังเป็นเด็กๆ… ไม่สิ…ไม่ใช่ประเทศหรอกที่ผมอยากไปเห็น… ไม่ใช่ตึกรามบ้านช่องคูหาสวยงามหรือปราสาทราชวังใดๆ…ในจำนวนประชากรมากมายของเจมิไนในตอนนั้น มีเพียงคนๆเดียว…ที่ผมอยากจะได้ไปเห็นหน้าอีกสักครั้ง…

…แต่พอถึงวันที่ผมเดินทางเข้าใกล้เจมิไนแค่เอื้อม คนๆนั้นกลับหนีผมลงไปยังเอดินเบิร์กเสียแล้ว…

………………………………………………….

ถ้าใครเคยขี่ม้าขึ้นเขา ซึ่งด้านหนึ่งของทางเดินเป็นหุบเหว คงพอจะรู้ว่าม้าพวกนั้นจะเดินชิดฝั่งที่เป็นขอบเหวเสมอ ดูน่าหวาดเสียวสำหรับคนที่ขี่มันอยู่ หากแต่นั่นล่ะคือจุดปลอดภัย เพราะก้อนกรวดขอบทางที่ร่วงหล่นลงหุบเหว ทำหน้าที่กระตุ้นเตือนสัญชาตญาณระวังภัยของม้าเหล่านั้นให้มีสติตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา พวกมันจะรู้ได้ว่าแนวเส้นระหว่างความปลอดภัยกับอันตรายอยู่ตรงไหน และถ้าไม่ต้องการตกลงไปในหุบเหวเหมือนกรวดหินเหล่านั้น ก็อย่าถลำข้ามไป…

…เสียดายที่ผมไม่มีสัญชาตญาณแบบนั้น…

.

.

[ …นี่อูริ ไม่นานนี้ฉันรู้จักอยู่คนนึง เป็นคนตลกดีนะ ซื่อๆ แถมอารมณ์เปลี่ยนไปมาตลอดเวลาเลย…

…ฉันดันไปรู้ความลับเขาด้วยสิ แต่สัญญากับเขาไว้ เพราะงั้นคงบอกนายไม่ได้…]

 

…เป็นครั้งแรกเลยที่ไซมีความลับกับผม… แปลกดีที่เรื่องเล็กน้อยในจดหมายฉบับล่าสุดซึ่งไซเขียนเล่ามา ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก…

“เป็นไรไปหื้ม… เจ้าตัวแสบ? กลับจากเมืองหลวงคราวนี้ไม่เห็นดี๊ด๊ากับจดหมายอย่างทุกทีเลยนี่”

อาสร่าเอ่ยทักขึ้นวันหนึ่งระหว่างที่เรากำลังเคลื่อนพลขึ้นเขา เล่นเอาผมนึกสงสัยขึ้นมาเลย ว่าหน้าตาของผมตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากเมืองหลวงมา มันดูเป็นแบบไหน

“ไม่มีอะไรน่า… ทำมาเป็นรู้ดี”

ผมตอบพลางยกดาบเหนี่ยวกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง แล้วปล่อยให้ดีดกลับใส่คนถามอย่างจงใจ เล่นเอาอาสร่าต้องรีบยกดาบขึ้นกัน ก่อนที่ม้าของเขาจะเดินไม่รู้อิโหน่อิเหน่พาหน้าหล่อๆของคนบนหลังมันเข้าไปรับกิ่งไม้นั้น งานนี้เล่นเอาครูพี่เลี้ยง และคู่หูของผมทำหน้าบู้ขึ้นมาเลย เขากระตุ้นม้าให้ตามขึ้นมาขนาบข้างผมอีกครั้ง แล้วบ่นหงุงหงิงเป็นหมีกินผึ้ง

“ระหว่างภารกิจ อย่าวอกแวกกับอะไรทั้งนั้น เฮลสตรอม… นายก็รู้ว่ามันไม่ได้หมายถึงชีวิตของนายคนเดียว”

เฮลสตรอมเป็นชื่อโค้ดของผมซึ่งอาสร่าเป็นคนตั้งให้ คนอื่นๆอาจคิดว่ามันฟังดูเก่งกาจดี แต่ทุกครั้งที่อาสร่าเรียกผมด้วยชื่อนี้ มันคล้ายจะเป็นการเตือนถึงความมุทะลุและบ้าระห่ำราวพายุของผม ว่านั่นจะพาผมไปนรกเร็วกว่ากำหนดเสียมากกว่า

“ถ้าฉันพลาด…มันก็หน้าที่นายต้องแก้ไม่ใช่เหรอ… ท่านครูพี่เลี้ยง… ระดับท่านหัวหน้ากอง อาสร่า เคียทาจ บุตรท่านรองหัวหน้ากลุ่มปาปัส คงไม่ปล่อยให้อะไรมาทำให้ลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โตได้หรอกมั้งงงง”

ผมลากเสียงยาวประชด พร้อมสะบัดหน้าหนี เพื่อซ่อนสีหน้าซึ่งกลับมาจริงจังขึ้น ก่อนจะระบายลมหายใจออกยาว…

“อย่าห่วงเลยอาสร่า… เรื่องแค่นี้ฉันไม่ทำให้พลาดหรอกน่า…”

จบคำผมก็กระตุ้นเร็กซ์ให้เดินนำหน้าขึ้นไปตามทางลาด และเป็นโชคดีที่จากตรงนั้นเริ่มเข้าเขตทางขึ้นเขาซึ่งแคบเข้าจนต้องให้ม้าเดินเรียงเดี่ยว ผมก็เลยไม่ต้องทนมองเห็นหน้าอาสร่าให้หงุดหงิดมากขึ้นไปกว่านี้อีก…

…ที่มันน่าหงุดหงิดที่สุด ก็เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่อาสร่าพูดมา… มันเป็นความจริง…

.

.

ยังไม่ทันพ้นเขตทางแคบ กองกำลังของเราก็ถูกซุ่มยิงด้วยธนู และก้อนหินจากด้านบนจนกลายเป็นเป้านิ่ง

“นายน้อย!” อาสร่าตะโกนเรียกผมจากทางด้านหลัง

“รู้แล้ว!”

ผมรีบขุดเอาภาพภูมิประเทศแถวนี้จากแผนที่ซึ่งศึกษามาล่วงหน้าขึ้นมาจากความทรงจำ เพื่อหาทางหนีทีไล่

“ทุกคนตามมา! เต็มฝีเท้าเลย ด้านบนมีที่ราบ!”

ผมร้องตะโกนสั่ง ก่อนจะเอนตัวลงแนบแผงคอด้านหลังของเร็กซ์ และกระตุ้นให้มันทะยานไปเบื้องหน้า

ดีที่เร็กซ์เป็นม้าภูเขาที่แข็งแกร่ง แม้จะเป็นทางลาดชัน แต่พอได้สัญญาณมันก็โผนทะยานขึ้นไปตามทางได้อย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เร็วพอให้ผมพ้นส่วนที่เป็นทางแคบ ตอนที่ปะทะเข้ากับกองกำลังฝ่ายตรงข้าม แต่ผมก็กินระยะทางยาว ให้คนด้านหลังมีโอกาสตามขึ้นมาใกล้ที่ราบได้มากขึ้น

ฝ่ายกองโจรของคาซาลซึ่งบุกตีกระหนาบลงมาตามทางลาดค่อนข้างได้เปรียบ เพราะเป็นฝ่ายควบลงเนิน ในขณะที่ทางผมต้องบุกทะลวงขึ้น แถมเป็นแถวเรียงเดี่ยว

…1 ศพ… 2ศพ… 3 ศพ… ผมยังคงสู้ต่อไปแม้ไม่เห็นปลายทาง…

กว่าผมกับเร็กซ์จะร่วมกันตีฝ่าจนทางลาดกว้างพอให้อาสร่าเสือกม้าเข้ามาช่วยได้ ผมก็แทบจะหมดแรงไปเหมือนกัน แต่ด้วยเลือดบ้าผสมความระห่ำของผมในตอนนั้น เมื่อหลุดจากเขตกับดักของฝ่ายศัตรูขึ้นมาบนที่ราบได้ เรี่ยวแรงที่ว่าจะหมดก็พลันกลับมาซะงั้น ไวด์วอร์คาลิเบอร์ ดาบใหญ่ในมือผม และดาบในมือของอาสร่า เป็นแนวหน้ารุกไล่ฟาดเหวี่ยงเข้าปะทะกับกองกำลังที่ดักรออยู่ ไม่นานกองทหารของพวกเราก็เริ่มเข้ายึดพื้นที่ราบ และทำให้ฝ่ายนั้นเริ่มแตกพ่ายถอยหนี

ผมควบเร็กซ์ไล่ตามพวกที่กำลังหลบหนีไปติดๆ เพราะรู้ดีว่าพวกมันจะนำทางเราไปยังทางเข้าลับฐานที่มั่นของพวกมัน ซึ่งนั่นจะย่นเวลาได้ดีกว่าการคลำหาทางเข้าเอาเองมาก ท่ามกลางเสียงตะโกนห้ามปรามของอาสร่า

“นายน้อย! กลับมา!!!”

………………………………………………….

เพี๊ยะ!!

เสียงฝ่ามือฟาดเข้าเต็มแรงจนหน้าของผมสะบัด ดังพอจะเรียกให้คนที่ยืนอยู่รอบๆ สะดุ้งหันมาทางต้นเสียง

“เป็นหัวหน้ากองประสาอะไร… ทิ้งทัพไปคนเดียวแบบนั้น ถ้าเป็นกับดักของศัตรูจะทำยังไง?”

พ่อเอ่ยถามเสียงเรียบนิ่ง ไร้ซึ่งความโกรธ หากแต่ด้วยท่าทางและน้ำเสียงแบบนั้นนั่นแหละที่ทำให้ผมเกรงกลัวที่สุด

“ท่านคัสเทรล…อันที่จริง… งานนี้ถ้าไม่ใช่เพราะนายน้อย พวกเราคงเสียเวลาในการหาฐานที่มั่นของพวกมันไปทั่วทั้งเขาลูกนี้แล้ว ที่ได้มาตั้งค่ายประจันหน้าอยู่กับพวกมันได้แบบนี้ นับว่าเป็นโอกาสดี… ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกนัก แต่เราก็ไม่ได้เสียหายเพิ่มขึ้นจากการกระทำของนายน้อย… ถ้ายังไง… ครั้งนี้ถือว่ามีผลงานลบล้างความผิดไปดีไหม?…”

ได้ลุงปาปัส รองหัวหน้ากลุ่มเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อม พ่อจึงไม่ได้ลงโทษผมหนักไปกว่านี้ พูดไปมือของลุงปาปัสก็ดันผมไปทางอาสร่าที่เดินเข้ามาประกบอย่างรู้หน้าที่ สายตาของพ่อยังจ้องมองที่ผมนิ่ง…

“เวลาแบบนั้นเจ้าควรต้องใจเย็นให้มากกว่านี้ อูริเอล… เจ้าควรเช็คความเสียหายของกองกำลังของเจ้า… คนของเจ้าก่อนเป็นอย่างแรก เช่นเดียวกับที่อาสร่าทำ ถ้ากระทั่งกำลังของตนเองมีเท่าไหร่ยังไม่รู้ เจ้าจะเอาชนะกำลังของศัตรูได้ยังไงกัน”

พ่อเอ่ยสอน ผมเองได้แต่ก้มหน้า และพยักหน้ารับฟังโดยดี

“ถ้ายังไงผมขอพานายน้อยไปทำแผลก่อนนะครับท่านคัสเทรล ทุกคนจะได้รีบพักเอาแรง”

อาสร่าเอ่ยขอ และเมื่อพ่อพยักหน้าให้นิดเป็นเชิงอนุญาต เขาก็ลากผมออกไปจากกระโจมของพ่อ และพาไปกระโจมสำหรับดูแลคนเจ็บแทนทันที…

…ในบรรดาแผลของคมอาวุธและรอยช้ำบนร่างกายทั้งหมด…

…ที่เจ็บที่สุดกลับเป็นรอยมือช้ำแดงบนใบหน้าที่เกิดขึ้นเมื่อครู่…

…แต่ที่เจ็บกว่าร่องรอยบนร่างกายทั้งหมด…คือความเจ็บปวดลึกๆที่ได้เห็นสายตาของพ่อ…

…สายตาซึ่งฉายแววผิดหวังและเสียใจในการกระทำของผม…

ซึมได้ไม่นานแก้มข้างที่ช้ำของผมก็โดนนิ้วชี้กับนิ้วโป้งของอาสร่าคีบดึงยืดไปด้านข้าง

“จ!… จะทำอะไรน่ะ!! อาสร่า!!!”

ผมโวยวายขึ้น อีกฝ่ายถึงยอมปล่อยมือ

“…ทำหน้าแบบนั้นมันไม่ใช่นาย…”

อาสร่าเอ่ยเบาๆ ก่อนจะหลุบตาลงมองแผลตามตัวผม และค่อยๆเริ่มร่ายเวทย์รักษาให้ทีละจุด

“…..” คำพูดของเขาทำเอาผมเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบา “…ขอบใจนะอาสร่า…”

“อืม…ไม่เป็นไร… ที่นายระห่ำขนาดนี้ คงเพราะนายรู้ว่าจะมีฉันอยู่ข้างหลังคอยซัพพอร์ทนายน่ะสิ”

อาสร่าถอนหายใจออกมา

“นายไม่ควร… ไว้ใจฉันมากเกินไป… วันนึงฉันเองก็อาจจะพลาด และนายน้อยจะกลายเป็นคนที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมด ในฐานะผู้นำ รู้ตัวรึเปล่า…”

ผมยิ้มอ่อน ก่อนจะหัวเราะหึเบาๆ ในลำคอ

“ระหว่างฉันรับผิดแทนนาย กับนายรับผิดแทนฉัน… ฉันว่าอย่างหลังโอกาสมากกว่ากันเยอะ อย่าห่วงเลย”

ผมทำเป็นพูดติดตลกไป ทั้งที่ในใจสิ่งที่อยากจะบอกกับอีกคนคือ…คำขอบคุณ…

………………………………………………….

…หลายวันต่อมา…

พวกเรายังคงหาทางเข้าปราการที่มั่นของคาซาลไม่ได้ ทั้งที่เห็นกำแพงสูงโอบรอบมิดชิดอยู่เบื้องหน้า เล่นเอาผมนึกเสียดายที่วันนั้นในป่าด้านข้าง ผมดันควบเร็กซ์ไล่ตามพวกมันไม่ทัน ไม่อย่างนั้น การบุกเข้าไปลอบฆ่าคาซาลคงเป็นเรื่องง่ายและเสียกำลังพลน้อยกว่านี้มาก

แล้วจู่ๆความคิดของผมก็แว่บเข้ามา

“จุดไฟ!”

“หืม?” ลุงปาปัส อาสร่า และแม้แต่พ่อก็หันมามองผม

“ถ้าเข้าไม่ได้ ก็บังคับให้พวกนั้นออกมา…” ผมพูดพลางเหยียดยิ้ม

แล้วแผนการของผมก็ถูกจัดเตรียม

.

.

………………………………………………….

คืนนั้นท้องฟ้าเหนือป้อมปราการของพวกโจรเป็นสีแดงฉานจากเปลวเพลิง พลธนูไฟ และกลุ่มที่ใช้เวทย์ไฟ ถูกเรียกให้มาเป็นหน่วยซุ่มโจมตีพิเศษ ไม่นานนักพวกของคาซาลก็เริ่มหนีตายกันออกมาจากฐานที่มั่น เพื่อจะมาปะทะกับกองกำลังของพวกเราซึ่งดักรออยู่แล้วที่ด้านนอก

ไม่นานนักม้าสีดำตัวใหญ่ก็ควบฝ่าออกมาจากป่าด้านข้าง บนหลังม้าคือชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ หัวหน้ากลุ่มโจรซึ่งได้ชื่อว่าปล้นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม สร้างความเดือดร้อนให้กับกลุ่มพ่อค้าที่สัญจรขนสินค้าเดินทางผ่านเขตชายแดนแห่งนี้…

…คาซาล เบมอส…

เมื่อภารกิจของเราคือหัวของมัน ทันทีที่ผมเหลือบไปเห็น ผมก็หันไปตะโกนเรียกพรรคพวก แต่ท่ามกลางความชุลมุน รอบๆ ตัวผมมีแค่เพียงอาสร่าเท่านั้นที่เห็นเช่นเดียวกับผม

ผมสบตากับเขาเพียงแว่บหนึ่ง ก็พาเร็กซ์ควบเข้าป่าตรงไปหาคาซาลทันที

แม้เปลวไฟซึ่งลุกไหม้จากในป้อมปราการของกลุ่มโจรจะสว่างโร่ แต่ป่าด้านข้างกลับมีไอหมอกหนาทึบทันทีที่ผมและเร็กซ์ย่างเท้าเข้าไปในนั้น…

…ไม่ได้การ!…หมอกจากเวทย์!…

ผมกำลังโดนหมอกเวทย์ในป่าเล่นงาน… แม้จะเอะใจแต่ก็ไม่ทันแล้ว เสียงโห่ร้องดังขึ้นรอบตัว ตามมาด้วยเสียงลูกธนูแหวกอากาศตรงมาที่ผมดั่งห่าฝน ลูกธนูหลายดอกแทรกผ่านเข้ามาตามช่องว่างรอยต่อของเกราะอ่อนที่ผมสวมใส่อยู่… เมื่อทะลุปักเข้าถึงเนื้อ ก็ได้เลือด…

ผมกระตุ้นเร็กซ์ให้ออกวิ่ง มันก็ควบนำไปยังทิศทางที่สัญชาตญาณของมันคิดว่าเป็นทางออก ผมตีฝ่าวงล้อมกับดักของศัตรูอยู่นานจนกระทั่งได้ยินเสียงของอาสร่า

“นายน้อย! ทางนี้!”

เสียงอาสร่าตะโกนลั่น ขณะควบม้าเข้ามาหาผม มือข้างหนึ่งของเขาแกว่งดาบปัดป่ายไปมากันลูกธนูให้เราทั้งคู่ ก่อนทำท่าจะควบนำไปยังทางออกที่เขาเพิ่งจะเข้ามา ผมเองก็ยกดาบขึ้นมาทำอย่างเดียวกัน

…แต่แล้วต่อหน้าต่อตาผม หอกยาวสีดำเมี่ยมอันหนึ่งก็แทงสวบทะลุเกราะอ่อนที่ทำจากหนังเข้ากลางร่างของอาสร่าจากด้านข้างลำตัวด้านหนึ่ง แล้วจับเหวี่ยงร่างเขาจนหล่นจากหลังม้า

ใบหน้าของคนบนหลังม้าสีดำ ผู้เป็นเจ้าของหอกแสยะยิ้มให้ผม

“เฮลสตรอม?… อยากรู้จังว่า เจ้าหรือข้า…ใครกันแน่ที่จะได้ไปนรกก่อนกัน”

พูดจบมันก็เหวี่ยงเชือกบ่วงบาศก์เข้าคล้องคอของอาสร่า แล้วควบม้าลากร่างที่ยังดิ้นรนขัดขืนของคนที่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่หูของผม ย้อนกลับไปทางปราการที่ลุกไหม้

ท่ามกลางความตื่นตระหนกกับภาพตรงหน้า ผมไม่มีแม้แต่คำพูดหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่อ้าค้าง ดวงตาเบิกโตด้วยความโกรธจัด ขณะที่ผมเตรียมกระตุ้นเร็กซ์ให้ควบฝ่าตามคาซาลไป ม้าของลุงปาปัสก็พุ่งเข้ามาขวางหน้า สกัดผมกับเร็กซ์ไว้

“นายน้อย!! อย่าวู่วาม!! กองกำลังท่านคัสเทรลกำลังมาจากอีกฟาก เราต้องรีบจัดการกับหมอกนี่เปิดทาง….”

“เขาเป็นลูกท่าน! ปาปัส! ถ้าท่านจะไม่ตามไป ก็อย่ามาขวางข้า!!”

ผมตะโกนลั่นด้วยความเดือดดาลจนตัวสั่น แล้วชักม้าเบี่ยงหลบม้าของลุงปาปัส เร่งควบตามติดเจ้านั่นไปอย่างไม่ลดละ ขอบตาของผมร้อนผ่าว ในใจผมเอาแต่ร้องเรียกชื่อของอาสร่า… ไม่สนใจเสียงตะโกนห้ามของลุงปาปัสเลย…

.

.

………………………………………………….

…กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง… ฉุนกึกจนแทบไม่ได้กลิ่นอื่น ไอความร้อนจากเปลวเพลิงโดยรอบทำเอาอากาศเบาบางลงจนหายใจลำบาก หัวสมองว่างโล่ง ตาก็เริ่มพร่ามัว แต่ยังคงมองหาคนที่ตนติดตามมา…

แขนทั้งแขนปวดชาและอ่อนล้า ถึงกระนั้นทุกครั้งที่เห็นประกายคมอาวุธโจมตีเข้ามา ดาบใหญ่ของตนก็สะบัดวาบเข้าสวนทันที

“หัวหน้าแกอยู่ไหน?!! ตอบมา!! พูดเซ่!!!”

ผมตะคอกถามเอากับร่างโรยแรงของพวกโจรที่นอนเลือดทะลักเป็นลิ่มอยู่บนพื้น… คนแล้วคนเล่า… ศพแล้ว… ศพเล่า… จนกระทั่งเจอตัว…

…ตรงสุดตรอกพวกโจรภูเขา 4 – 5 คนยืนล้อมอยู่ตรงนั้น ตรงกลางคือ คาซาล เบมอส หัวหน้าโจร…

…และเบื้องหน้าของคาซาล… มีร่างคนคุ้นเคยของผมนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่… ผมโดดลงจากหลังของเร็กซ์ เดินย่างสามขุมเข้าหามันอย่างไม่เกรงกลัว มันไม่ใช่ความกล้า หากแต่เป็นความบ้าคลั่งราวสัตว์ป่าที่กำลังโกรธจัด มือกระชับดาบใหญ่ไว้แน่นจนกล้ามที่แขนขึ้นเกร็งเป็นลูก

แต่พอเข้าไปได้ไม่กี่ก้าวกรงซึ่งทำจากท่อนไม้ใหญ่ก็ถูกปล่อยลงมาเพื่อครอบตัวผมไว้ ผมพุ่งตัวหลบไปด้านข้างแต่ด้วยสภาพร่างกายในตอนนั้น ทำให้ผมหลบไม่พ้น

!! อึ่ก !!!

ขาข้างหนึ่งของผมถูกท่อนไม้ใหญ่หนักซึ่งมัดต่อเป็นกรงหล่นมาทับจนหัก ขยับไม่ได้

เสียงหัวเราะเย้ยหยันของพวกมันดังขึ้น แล้วโจรภูเขาอีกกว่าสิบคนก็โผล่หางออกมาจากที่ซ่อน ในมือของพวกมันแต่ละคนมีทั้งท่อนไม้และอาวุธ ขณะเดินตรงมาหาผม… จากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้มากนัก คงเพราะโดนไม้ท่อนใหญ่ฟาดเข้าที่ศีรษะตั้งแต่ช่วงแรกๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ปวดแสบปวดร้อนจนหลุดเสียงกรีดร้องโหยหวน เมื่อพวกมันคนหนึ่งกดขยี้คบไฟลงมาตรงบ่าซ้ายด้านหลังของผม

…กลิ่นของผิวหนังและเนื้อไหม้ไฟชวนให้สะอิดสะเอียนจนอยากอาเจียน… เลือดสีแดงข้นจากศีรษะไหลเข้าตาจนเคลือบภาพเบื้องหน้าเป็นสีแดงฉาน…ในหัวผมว่างโล่ง หูอื้อจนแทบไม่ได้ยินอะไร

…แล้วในตอนนั้น… ผมก็เห็นใบหน้าลุงปาปัส…

คนของซิลเวอร์วินด์กลุ่มหนึ่งพุ่งเข้าโรมรันกับกลุ่มโจรตรงหน้าจนโกลาหลอีกครั้ง อีกกลุ่มหนึ่งรีบรุดตามลุงปาปัสเข้ามาช่วยกันยกกรงไม้ออกให้ผม

ตาของผมหันไปจับจ้องร่างซึ่งไม่ไหวติงของคู่หู… อยากจะเข้าไปดูว่าเขายังมีลมหายใจอยู่ไหม… แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับ หรือพูดให้ถูกคือแทบไม่เหลือแรงขยับ

ผมหันกลับมาเหม่อมองหน้าลุงปาปัสนิ่ง ผมเห็นปากของแกขยับ หากแต่ผมไม่ได้ยินเสียงของแกเลย… พยายามอ่านปากของแกพักใหญ่ถึงรู้ว่า แกขยับปากเป็นคำว่า ‘เร็กซ์’…

พอเข้าใจความหมาย ผมก็เป่าปากดังที่สุดเท่าที่ผมจะรวบรวมแรงได้ แล้วเจ้าม้าคู่ใจก็ควบฝ่าสมรภูมิย่อมๆตรงนั้นมาหาผมทันที มันโน้มคอลงมาใกล้ ให้ผมได้ยกแขนขึ้นโอบรอบคอมัน จากนั้นมันก็ดึงตัวผมขึ้นยืน ผมพยายามโหนตัวขึ้นหลังมัน แม้ได้ความช่วยเหลือของลุงปาปัสแล้ว ยังทำได้เพียงปีนขึ้นไปนอนพาดอยู่บนนั้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

ผมพยายามขยับปากบอกแกเรื่องอาสร่า… อยากพาเขากลับไปด้วยกัน… แต่ก็ไม่มีแรงเหลือแม้แต่จะขยับปากพูดแล้ว

ใครบางคนตบเข้าที่สะโพกของเร็กซ์ให้สัญญาณ แล้วเจ้าม้าภูเขาก็ควบทะยาน พาร่างนายของมันฝ่าการต่อสู้อันดุเดือด และคมหอกคนดาบของกลุ่มศัตรูที่ยังหลงเหลืออยู่ในป้อมปราการแห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่กำลังแตกพ่ายหนีตายกันอลหม่าน

…กองกำลังของพ่อซึ่งตามมาสมทบ ได้มาถึงแล้ว…

ผมซบร่างอันสั่นไหวกอดคอเร็กซ์ไว้ มือกำขนตรงแผงคอมันไว้แน่น ดวงตาร้อนผ่าวจนแทบจะหลอมละลายได้…

…นาทีนั้นผมรู้เลยว่าผมไม่ได้เก่งกาจอะไร…

…ผมมันก็แค่เด็กไม่เอาไหนคนหนึ่ง…

เพราะมีแค่เด็กเล็กๆไม่ประสีประสาเท่านั้นแหละ… ที่จะร้องไห้กลางสมรภูมิรบ…

………………………………………………….

หลายวันต่อมา… ผมฟื้นขึ้นมาในค่ายทหารของซิลเวอร์วินด์ในสภาพย่ำแย่ เหมือนต่อสู้กับความตายมาพักใหญ่… ผมยังคงจำอะไรไม่ได้มาก…ระหว่างที่ยังหลับๆตื่นๆนั้น… ที่พอจะรับรู้บ้างก็มีเพียงเสียงร่ายเวทย์รักษาดังอยู่รอบๆตัวเป็นระยะๆ…

คืนหนึ่งพ่อแวะมาหาในช่วงที่ผมมีไข้สูงแต่พอมีสติรับรู้  ท่านลูบหัวผมเบาๆ และบอกผมว่าภารกิจจบลงแล้ว…พวกเราได้หัวของ คาซาล เบมอส… อาสร่าตายแล้วตอนที่พวกเราไปถึง ส่วนลุงปาปัสเองก็บาดเจ็บค่อนข้างหนักจากการต่อสู้ จึงยังมาเยี่ยมผมไม่ได้

…น้ำใสอุ่นร้อนไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้างของผมอีกครั้งอย่างไม่อาย…

พ่อเองก็ไม่ได้พูดปลอบอะไร หากแต่มือใหญ่สากกร้านของเขาลูบหัวผมไม่หยุดจนผมหลับไป…

………………………………………………….

ผมใช้เวลาพักฟื้นอยู่พักใหญ่กว่าร่างกายจะกลับมาเกือบปกติ… จากนั้นก็กลับมาใช้ตารางซ้อมหนักๆอย่างแต่ก่อน… แต่ภายในใจกลับไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนก่อนได้อีกต่อไป… ไม่มีอะไรเหมือนเดิม…

“…นายน้อย…”

เสียงลุงปาปัสเอ่ยเรียกขณะเดินเข้ามาหาผมจากด้านหลัง ทำเอาดาบที่ผมซ้อมฟาดใส่เป้าหุ่นไม้ชะงักไปนิด แต่แล้วผมก็ยกดาบขึ้นซ้อมต่อโดยไม่ได้หันกลับไปมอง ซึ่งเป็นเพียงความพยายามโง่ๆของผมที่ต้องการจะหลบหน้าเขา

“ข้าคุยกับท่านคัสเทรลแล้ว เรื่องของอาสร่า…”

ชื่อที่ได้ยินทำให้เราทั้งคู่เงียบนิ่งไปพักใหญ่

“…ข้า…มีลูกชายเพียงคนเดียว…” ลุงปาปัสยังคงค่อยๆพูดต่อ

ผมปล่อยให้ดาบใหญ่ในมือลดลงต่ำจนปลายดาบแตะพื้น คล้ายจะรอฟัง…ข้อเรียกร้องซึ่งลุงปาปัสต้องการให้ผมชดใช้… บทลงโทษที่ผมสมควรได้รับ… ผมรู้ดีว่าพ่อเป็นคนยุติธรรมเสมอ พ่อจะไม่ละเว้นโทษเพียงเพราะผมเป็นลูกชายของเขา…

“…อูริเอล…เจ้า…มาเป็นลูกชาย… ให้ลุงด้วยได้ไหม?…”

เสียงของลุงปาปัสสั่นนิดๆ… มันไม่กังวานมีพลังอย่างทุกที แต่ผมกลับไม่คิดจะขัดคำขอนั้นแม้แต่นิด…

สำหรับชายฉกรรจ์วัยห้าสิบกว่าซึ่งผ่านศึกมาหลายสมรภูมิจนนับไม่ถ้วน… เพียงเท่านี้ก็บ่งบอกได้ถึงความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ในตัวเขา

ผมทิ้งดาบลง หันกลับไปกอดเขาไว้แน่น ซบหน้าลงร้องไห้กับบ่าลุงยาวนาน วันนั้นผมสัญญากับตัวเองว่า…นั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะอ่อนแอให้คนอื่นเห็น… และจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ความอ่อนแอของผมจะทำให้คนอื่นต้องสูญเสีย

.

.

………………………………………………….

“…บ้าชะมัด!…”

ผมมองหน้ากระดาษที่ตัวเองเขียนมาซะยาวเหยียด… จะให้ผมเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟังเป็นการบ้านเนี่ยนะ… ถึงจะเป็นวีรกรรมที่ทำให้ผมกับเร็กซ์ผูกพันและไว้ใจกัน ในการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันมาอีกกว่า 2 ปีหลังจากนั้นก็เถอะ…

ผมหยิบการบ้านที่เพิ่งทำเสร็จ ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยช้าๆ…

…ไม่เป็นไรหรอก… ความทรงจำที่ไม่มีใครได้อ่านนี้จะอยู่กับผมตลอดไป…

…เช่นเดียวกับ…คนสำคัญที่ผมจะไม่มีวันลืมเขา…

…แม้ว่ามันจะไม่ถูกจารึกลงในกระดาษแผ่นใดในโลกใบนี้เลยก็ตาม…

ผมถอนหายใจ… ก่อนจะหยิบกระดาษเปล่าอีกแผ่นมาวางลงตรงหน้า

…สงสัยว่าจะต้องเริ่มทำใหม่ตั้งแต่ต้น…

ผมจรดปากกาลงบนกระดาษใบใหม่เขียนชื่อวิชาลงบนหัวกระดาษอีกครั้ง

.

.

การบ้านวิชาพาหนะพระราชา

.

.

.

………………………………………………..

TBC.

………………………………………………..

 

Author ‘s Note (3) (By Sena) :

อา…แล้วการบ้านยาวยืดเป็นมหากาพย์ก็เสร็จลงจนได้ ด้วยความที่วางเนมไว้สั้นๆว่า…

‘เร็กซ์ช่วยชีวิตอูริในเหตุการณ์ครั้งนั้น!!! ‘

55555 ชีวิตก็ยากขึ้นมาเลย… เพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญของหมี ก็เลยไม่อยากจะเขียนข้ามๆลวกๆ แต่พอเขียนจนเต็มก็แอบอายว่า… นี่มัน… เกี่ยวกับเร็กซ์มากพอไหมนะ… สุดท้ายก็เลยได้ดรอว์อิ้งแบบหมีๆออกมาอีก 1 รูปค่ะ

แต่วิชาอื่นๆคงไม่บ้าพลังขนาดนี้แล้วล่ะนะ (หันมองเนมที่ร่างไว้สั้นๆอีกเช่นกัน(…))

สำหรับคนที่อ่านมาจนจบ… อยากให้รางวัลจังค่ะ 555555 ถ้าใครอ่านมาเจอถึงตรงนี้ก็… มาทวงรางวัลเอาที่หมีละกันนะคะ (…)

อ้อ อีกประเด็น… เร็กซ์ มาจากชื่อเต็มว่า ไทแรนโนซอรัส-เร็กซ์ หรือ T-Rex ค่า 555555 c(>u< )o… เราจิให้หมีขี่ไดโนเสาร์!!!

 

 

Advertisements

3 thoughts on “[TOB] Event 1.6.1 : การบ้านวิชาพาหนะพระราชา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s