[Event] · [Fic] · [RP] · [Sethce] · [Side Story]

[RP] Side Story 01 : “ข้าคือ…” Part 1: ข้าคือ..เซธเซ่..

Fiction นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

RP Banner

สังกัด

LV Banner

**********************************************************

Word count : ประมาณ 2,171 คำ

Characters : เซธเซ่

Author’s Note : อันนี้เป็นการนำผลงานเก่า “ข้าคือ” จากคอมมูเดิม มารีไรท์ใหม่ ด้วยความที่เป็นฟิคที่ทุ่มเทและรักมากเรื่องนึงเลย พอมีเวลา ไม่ต้องแข่งกับเดดไลน์ของคอมมู ก็เลยเอากลับมาอ่าน และพยายามเกลาสำนวนใหม่ ตามทักษะเท่าที่มี อย่างเวอร์ชั่นนี้ ก็มีการปรับสำนวนให้กระชับขึ้น แล้วก็ลองแบ่งพาร์ทดูใหม่ให้น่าติดตามขึ้น

แต่เนื่องจากเป็นฟิคค่อนข้างยาวหลายพาร์ทอยู่ พอมาตัดแบ่ง บางฉากอาจงงๆว่ามีมาทำไม ถ้าอ่านครบจนจบ หลายๆฉากที่ว่าจะมีสตอรี่เล่าเรื่องบางอย่างอยู่น่ะค่ะ ซึ่งจะค่อยๆต่อเนื่องคลี่คลายกันไปเรื่อยๆเอง อาจจะงงๆนิดหน่อยในช่วงแรก เพราะเดินเรื่องแบบนึกย้อนกลับไปกลับมาในอดีตบ้าง ปัจจุบันบ้าง

ถ้าอ่านแล้วมีคอมเม้นท์แนะนำตรงไหนก็ยินดีนะคะ ขอบคุณที่อ่านด้วยค่ะ ^^

Last Edit : 2017.01.02

ขอแปะภาพประกอบของเวบข้อมูลคอมมูเพื่อให้ผู้อ่านทำความเข้าใจโลกของเซธได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ

map-test02

Credit : คอมมู Rising Pirates >> http://piratesnewworld.hol.es/world/

…………………………………………………………………………

[RP] Side Story 01 : “ข้าคือ…”

Part 1 : ข้าคือ..เซธเซ่..

แรคโคโรเซีย

เป็นทวีปทางตอนเหนือของดินแดนเมเรดิเทียร์อันขึ้นชื่อเรื่องความหนาวเย็น ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงซึ่งมีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี ยิ่งเป็นฤดูกาลนี้ ตลอดแนวสันเขาจะถูกถาโถมด้วยพายุหิมะอยู่ตลอด จนทำให้การเดินทางทั้งยากลำบากและอันตรายมากเป็นพิเศษ

แต่สำหรับใครบางคน ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครคาดคิดเช่นนี้ ก็ยิ่งเหมาะกว่าช่วงเวลาใดๆ เมื่อเขาจงใจจะหลบเลี่ยงจากสายตาผู้คน พายุหิมะซึ่งกระหน่ำตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาจึงเป็นเครื่องมือกำบังตาชั้นดีไม่ให้ผู้ที่อาศัยอยู่แถบเชิงเขาสามารถมองขึ้นมาเห็นตำแหน่งของเขาได้ มิหนำซ้ำปุยหิมะหนาเป็นฟุตภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงยังช่วยกลบรอยเท้าซึ่งเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง จนยากที่ใครจะแกะรอยตามมาได้อีกด้วย

ลมพายุพัดโหมรุนแรงในหุบเขาส่งเสียงหวีดหวิวยามตัดผ่านอากาศ ฟังราวกับเสียงคมเคียวของมัจจุราชที่กำลังกวัดแกว่งคร่าเอาดวงวิญญาณของเหล่านักเดินทาง ซึ่งพลัดหลงทิศทาง ติดอยู่ท่ามกลางพายุหิมะเช่นนี้ คนแล้วคนเล่าอย่างไม่ปราณี

ลมแรงหอบไอเย็นจากปากถ้ำเข้ามาจนเกือบถึงเวิ้งใหญ่ด้านใน ตรงกลางคูหามีเพียงแสงวอมแวมจากกองไฟขนาดย่อมให้พอมองเห็น

เปลวไฟสีส้มซึ่งถูกโหมกระพือจนหวิดจะดับเสียหลายหน แต่ยังคงทำหน้าที่ดุจอัศวินผู้ซื่อสัตย์ คอยป้องกันความหนาวเย็นไม่ให้กล้ำกรายเข้าใกล้ผู้เป็นนายของมัน หากแต่ร่างสูงโปร่งซึ่งบัดนี้นั่งห่อตัวสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังกองไฟ กลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวความหนาวเหน็บแต่อย่างใด

ภายใต้เสื้อหนังทะมัดทะแมงสีน้ำตาลเข้มถูกคลุมทับด้วยเสื้อขนสัตว์สีขาวอมเทากลมกลืนกับสีหิมะด้านนอก คือร่างของชายหนุ่มวัยไม่เกิน 30ปี ผมสีดำขลับยาวประบ่าระกรอบใบหน้า ตัดกับผิวละเอียดขาวสว่างราวกับหญิงสาว ริมฝีปากบางหยักได้รูปคงดูน่ามองยามแย้มยิ้ม หากแต่บัดนี้สีหน้าของเขากลับเฉยชาคล้ายเมินเฉยต่อทุกสรรพสิ่งรอบตัว ดวงตาสีม่วงเข้มของชายหนุ่มเหม่อมองยังใจกลางเปลวไฟตรงหน้า แต่กลับเหมือนเขากำลังมองออกไปในที่ไกลแสนไกลอยู่อย่างนั้นมานานหลายชั่วโมงแล้ว

ถ้าไม่นับเสียงลมด้านนอก จะมีก็แต่เสียงปะทุของกิ่งไม้แห้งในกองไฟ ที่กำลังลุกไหม้ส่งเสียงเปรียะๆตัดความเงียบสงัดภายในถ้ำแห่งนี้

เงียบ..จนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง

เงียบ..จนได้ยินกระทั่งเสียงร้องเรียกในความคิดของตนเอง

..เซธ..

..เซธเซ่..

.

.

เสียงสะท้อนแผ่วเบาอันไร้ที่มา มันอาจล่องลอยมาตามสายลม หรือเป็นเพียงเสียงสะท้อนก้องมาจากส่วนลึกด้านในของถ้ำซึ่งเขานั่งปักหลักอยู่ก็มิอาจรู้ได้

..เซธเซ่..

ชื่อที่แทบจะไม่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของใครอีกแล้ว

ชายหนุ่มผินใบหน้าวางลงบนเข่าที่ยกขึ้นมานั่งกอดไว้ และหลับตาลงเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงเหล่านั้นให้ชัดขึ้น หัวใจโหยหาอยากได้ยินเสียงของคนในความฝันซึ่งเขาเฝ้าคิดถึงมาตลอด อยากให้เขาเหล่านั้นมากระซิบเพรียกใกล้ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ

..เซธเซ่..

                                  ..เซธ..

..เซธเซ่..

สุ้มเสียงที่ได้ยินดังก้องชัดเจนจนแยกแทบไม่ออกด้วยซ้ำ ว่ามันมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงความฝันของเขายามเผลอหลับไหล น้ำเสียงคุ้นเคยเรียกของเหลวอุ่นใสรื้นเปียกแพขนตาสีดำยาวซึ่งยังคงปิดสนิท

..ทั้งที่มันไม่ใช่ชื่อจริงๆของเขาเสียด้วยซ้ำ.. แต่ไม่ว่ายามใดที่นึกถึงผู้ซึ่งมอบชื่อนี้ให้ แผงอกกว้างอันเต็มไปด้วยความรู้สึกอ้างว้างและว่างเปล่าจนหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ ก็ค่อยๆสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความอบอุ่น และความรัก ซึ่งครั้งหนึ่งคนอย่างเขาก็เคยได้รับ…

.

.

…………………………………………

ผมไม่มีโอกาสได้รู้ว่าแม่เรียกผมด้วยชื่อใด กระทั่งใบหน้าของแม่ผมยังจดจำแทบไม่ได้ แม้จะพยายามนึกเพียงใด ทุกครั้งก็มีแต่ภาพใบหน้าเบลอๆในห้วงความฝันเท่านั้น ถึงอย่างนั้นผมก็ยังรับรู้ได้ว่า แม่เป็นหญิงสาวที่งดงามมาก

..ใช่….งดงาม….ราวกับเทพธิดาในนิทาน ซึ่งมีคนเคยมีคนอ่านให้ผมฟัง

แม่ปรากฏตัวในความฝันของผมบ่อยครั้ง ตั้งแต่ผมยังเด็ก

หญิงสาวผิวขาวดั่งหิมะ ตัดกับผมยาวสลวยสีดำขลับ ข้อมือหล่อนกลมกลึงเนียนสวยราวรูปสลัก นิ้วเรียวยาวของแม่อ่อนนุ่ม บ่งบอกถึงนางไม่ค่อยได้ทำงานหนักมากนัก แต่น่าแปลกที่มือของแม่กุมข้อมือของผมในวัยเด็กได้แน่นราวกับคีมเหล็ก

แม่ฉุดลากผมซึ่งพยายามสาวเท้าตามแต่ยังไงก็ไม่เร็วพอ จนร่างเล็กผอมกะหร่องของผมล้มลุกคลุกคลานปลิวตามลงบันไดไปยังห้องเก็บสินค้าใต้ท้องเรือ

ผมถูกเหวี่ยงเข้าใส่มุมห้อง ตรงที่มีลังไม้กองสูงเกือบจรดเพดาน หลังฟาดเข้ากับลังไม้อย่างจัง จนความเจ็บพลันแล่นปราด ครู่เดียวก็ชาดิกไปทั้งร่างอยู่ครู่ใหญ่ พอเริ่มขยับตัวได้ ผมก็รีบงอตัวรวบขามานั่งกอดเข่าแน่นอยู่ข้างลังไม้นั้นทันทีเพื่อข่มความเจ็บ

“ฟังนะ..ข้าให้เจ้าซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้ อย่าออกมาให้ใครเห็นเป็นอันขาด ถ้าเจ้าถูกจับได้ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย ได้ยินไหม!”

เสียงหวานปานระฆังเงินกระซิบอย่างร้อนรน แต่น้ำเสียงแฝงความหงุดหงิดรำคาญอย่างชัดเจน ถ้อยคำเด็ดขาดบ่งบอกให้รู้ว่า แม่พร้อมจะทำตามคำพูดจริง หากผมไม่เชื่อฟัง

ผมพยักหน้ารับ ยกหลังมือขึ้นปาดไล่น้ำตาซึ่งไหลอาบลงเปรอะข้างแก้มอันมอมแมมและแดงช้ำ ริมฝีปากซึ่งมีเค้าได้รูปสวยแต่ยามนี้บวมเจ่อและมีคราบโลหิตเกรอะกรังตามรอยแตก มันสั่นระริกในขณะพยายามเม้มแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น

ผมรู้ดี แม่ไม่ชอบให้ผมดื้อ และนางเกลียดเสียงร้องไห้ของผม แม่จะโมโหมากเสมอและเผลอตัวทุบตีผมทุกครั้งที่ผมส่งเสียงรบกวน หรือขัดคำสั่งนาง

ภาพร่างเพรียวระหงหมุนปลายเท้ากลับไปทางบันไดยังคงติดตา แผ่นหลังของแม่เหยียดตรง ดูสง่างามราวกับเจ้าหญิงในงานเต้นรำ ขณะก้าวห่างออกไปทุกทีๆ ย้อนกับแสงแดดที่สาดส่องลอดลงมาตรงปล่องบันได ทำให้แวบหนึ่งในใจ ผมรู้สึกเหมือนได้มองส่งแม่กลับขึ้นสู่สรวงสรรค์

..ที่ซึ่งคู่ควรกับนาง..

ถึงแม้จะคิดแบบนั้น ผมก็ยังอยากลุกวิ่งไปเกาะขารั้งแม่ไว้ ด้วยไม่ว่าที่ผ่านมาผมจะถูกทุบตียังไง แม่ก็ยังเป็นสิ่งเดียวในโลกสำหรับผม แต่ร่างกายของผมกลับไม่ได้ขยับ คงเพราะลึกๆแล้ว ผมรับรู้ได้ว่าคนเบื้องหน้าไม่ต้องการจะเห็นหน้าผมอีก

โตขึ้นมาได้หน่อยผมถึงได้คิด หญิงสาวหน้าตางดงามผิวพรรณดีเช่นแม่ ย่อมต้องมีคนสนใจหมายตา เพียงแค่ไม่มีผม แม่ก็ไม่จำเป็นต้องทนอยู่อย่างอดๆอยากๆในขุมนรกอีกต่อไป

..เพียงแค่..ไม่มีตัวถ่วงอย่างผมในชีวิตของแม่

.

.

………………………………………….

“เซธเซ่? หนูน้อย..เจ้าชื่อเซธเซ่ดีไหม?”

ผู้ที่ตั้งชื่อนี้ให้และเรียกผมด้วยชื่อนี้เป็นคนแรก คือคนที่ผมรักมากที่สุดในเวลาต่อมา

คนที่..ไม่มีอะไรเลยที่เหมือนกับแม่

โจน่า นาบอแรค ซวอร์แซค

เป็นชายวัยกลางคน ร่างท้วมชาวเซเรเนี่ยนผู้มีผิวคล้ำแดด และรอยยิ้มกว้างอันอบอุ่น เขาเป็นคนอุ้มร่างผมซึ่งเหลือสติเพียงริบหรี่และตัวร้อนจัดด้วยพิษไข้ จากห้องเก็บสินค้าใต้ท้องเรือพาไปยังห้องพักของเขา ร่างเล็กมอมแมมราวกับหนูสกปรกตัวหนึ่งถูกวางลงบนเตียงนุ่มสะอาดอย่างเบามือ โดยเจ้าของเตียงไม่มีทีท่ารังเกียจแม้แต่นิด

ข้าวต้มร้อนๆถูกนำมาป้อนให้ถึงเตียง แม้จะรู้สึกฝืดเฝื่อนในลำคอ แต่ผมก็กินมันเข้าไปจนหมดอย่างหิวโหย ด้วยความที่มันเป็นสิ่งแรกที่ตกถึงท้องในช่วงหลายวันที่ผมหลบซ่อนตัวจนแทบจะอดตายอยู่ใต้ท้องเรือนี้

หลังจากหายไข้ ผมก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่บนเรือสินค้าลำนี้ ในขณะที่ลูกเรือคนอื่นๆพากันเรียก โจน่า ว่า ‘บอส’ แต่โจน่ากลับขอให้ผมเรียกเขาว่า..‘พ่อ’..คำเรียกซึ่งผมในตอนนั้นไม่รู้จักความหมายของมัน

สิ่งที่ผมยังคงคิดและได้แต่เสียใจที่ไม่เคยได้ปริปากบอกพ่อก็คือ.. สำหรับผมแล้ว เขาเป็นมากกว่าพ่อแท้ๆ แม้ไม่ได้ผูกพันกันทางสายเลือด แต่เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผม เพราะพ่อเป็นผู้มอบความรู้สึกแปลกใหม่ที่ผมไม่คุ้นเคย

..ความรู้สึกของการ..‘ถูกรัก’..

พ่อยังเป็นครูคนแรกของผมด้วย เขาเป็นผู้สอนให้ผมอ่านเขียนหนังสือ สอนการเดินเรือ การสังเกตดวงดาว งานเขียนแผนที่ ตลอดจนพื้นฐานการค้าขายให้ ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกสินค้าคุณภาพดี จิตวิทยาการต่อรองราคา รวมถึงการจัดสรรพื้นที่เก็บสินค้า และการจัดเก็บสิ่งของประเภทต่างๆให้คงสภาพอยู่ได้นานแม้อยู่ใต้ท้องเรืออันอับชื้น

แต่สิ่งซึ่งพ่อไม่ได้สอนตรงๆ หากแต่มันก่อตัวขึ้นทีละนิดในหัวใจผม มันเรียกว่า..‘ความฝัน’

………………………………………….

เอเดรี่ยน

คือชื่อเรือสินค้าที่ซึ่งผมถูกแม่นำมาปล่อยไว้ มันเป็นเรือสินค้าภายใต้การดูแลของโจน่าซึ่งตั้งต้นจากไวท์ทาวน์และแล่นไปทั่วทุกมุมโลก

สิบกว่าปีที่ผมเติบโตมาบนเรือ สินค้าแปลกตาอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกอินทผลัมรสหวานจัด ไวน์ผลไม้หลากชนิด ไปจนถึงคริสตัลน้ำแข็งเลื่องชื่อจากแดนเหนือ

ไม่ช้าการเสาะหาสิ่งของแปลกๆจากซีกโลกหนึ่งไปมอบให้กับผู้ที่ต้องการมันในอีกซีกโลกหนึ่ง ก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นจนกลายมาเป็นความฝันในวัยเด็กของผมไปซะแล้ว

แม้ว่าเมืองที่ผมได้พบเห็นจะมีเพียงเมืองซึ่งอยู่ในกำหนดการเทียบท่าของเรือเอเดรี่ยนเท่านั้น หากแต่โลกใบนี้ก็ดูกว้างใหญ่ขึ้นมากสำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นดินแดนทะเลทรายทางตอนใต้ หรือดินแดนน้ำแข็งทางตอนเหนืออันขึ้นชื่อเรื่องความยากในการเดินเรือฝ่าน่านน้ำเข้าไปเทียบท่า แต่ไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำที่อันตรายเพียงใด เรือเอเดรี่ยนของพวกเขาก็แล่นใบเข้าเทียบท่าได้เสมอด้วยฝีมือต้นหนเก่งๆอย่างลุงลอเรนซ์

ตลอดสิบกว่าปีที่ผมได้เห็นมา ภยันตรายจากธรรมชาติไม่เคยได้ชัยชนะ เมื่อเป็นการท้าทายจากลูกเรือเอเดรี่ยน หากแต่อันตรายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือความโลภที่ฝังตัวอยู่ในจิตใจสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า..‘มนุษย์’

………………………………………….

ในคืนหนึ่งขณะที่เรือเอเดรี่ยนกำลังแล่นอยู่ในเขตน่านน้ำใกล้เมืองอัคซาเร ขาตีกลับไปยังไวท์ทาวน์ เสียงโห่ร้องและเสียงอึกทึกวุ่นวายดังกระหึ่มจากดาดฟ้าเรือไม่ขาดสาย มันเป็นเสียงตะโกนโหวกเหวกเตือนภัยถึงการบุกปล้นของโจรสลัดแดนใต้..‘ดูมดอร์น’..

ภาพใบหน้าบิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดของลูกเรือจำนวนมาก..เสียงกรีดร้องโหยหวนทุกทิศทางไม่ว่าจะหันหน้าหนีไปทางไหน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศ ฉุนกึกจนอยากอาเจียน

..มันเป็นครั้งแรกที่ประสาทสัมผัสของผมได้รับรู้ถึงกลิ่นนี้..

..มันมากกว่าแค่กลิ่นเลือด..

..มันคือ..

..กลิ่นของความตาย..

.

.

**********  TBC. **********

Advertisements

One thought on “[RP] Side Story 01 : “ข้าคือ…” Part 1: ข้าคือ..เซธเซ่..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s