[Fic] · [Side Story] · [TOB] · [Uriel]

[TOB] Side Story 06 : การตัดสินใจ

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

55defd_e18493fefb2549d59fc21ab21dc193a1

Thief of Baramos
[Fan commu]

55defd_4f0b4151338f4b87a35ef40836d944c0

The Philosopher Citadel

…………………………………………………………………………………

Side Story 06 : การตัดสินใจ

…………………………………………………………………………………

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมคิดอยู่เสมอว่า ตราบเท่าที่ผมไม่ต้องการเป็นพระราชาแห่งซาเรส ผมก็ไม่จำเป็นต้องหันปลายดาบเข้าหาพี่น้องตระกูลซิลเวอร์ ไม่ว่าจะเป็นอิไซอาห์ หรือพี่เคลิกซ์ก็ตาม

…บางที…ผมคงคิดอะไรง่ายเกินไป…

การต่อสู้กับอิไซอาห์มาถึงอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคาดคิด เล่นเอาผมตั้งหลักแทบไม่ทัน แม้จะเป็นเพียงกิจกรรมการประลองในวิชาศาสตราวุธและเวทมนตร์ของโรงเรียนพระราชาแห่งเอดินเบิร์กเท่านั้นก็ตาม

การต่อสู้ที่ทำท่าว่าจะจบลงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะความอ่อนแอและลังเลของผมเอง บัดนี้กลับกลายเป็นการต่อสู้ยืดเยื้อ เมื่อทั้งอิไซอาห์และผมตัดสินใจจะประลองกันอย่างเต็มฝีมือ

ทุกครั้งที่ดาบใหญ่และง้าวกวัดแกว่งกระทบกันเรียกเสียงเฮลั่นจากเหล่าผู้ชมเบื้องล่างจนหูแทบอื้อ

หลังจากฟาดฟันกันนานกว่าชั่วโมง เราทั้งคู่ต่างก็ยืนหอบจนตัวโยน หันประจัญหน้ากันอยู่กลางเวทีประลอง ท่ามกลางเสียงตะโกนเชียร์กึกก้องรายรอบ

ถ้าสังเกตดูจากเสียงเฮในยามที่ไซเป็นฝ่ายได้เปรียบ ก็ไม่ยากหรอกที่จะบอกได้ว่า คนส่วนใหญ่ถือท้ายฝ่ายพี่ชายผมกันทั้งนั้น…

…แหงสิ…แม้แต่ผมก็ด้วย…

ภาพของคิงซาเรสองค์ต่อไปในหัวของผม…ตลอดมาไม่เคยมีภาพใครอื่น นอกจากอิไซอาห์ มันจึงเป็นความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เวลาได้เห็นว่ามีคนมากมายแค่ไหนที่ชื่นชมเขา ไม่ว่าจะเป็นเสียงตะโกนเชียร์ในการประลองรอบที่ผ่านมา หรือแม้แต่การที่ใครต่อใครพากันเข้ามารุมล้อมดีใจไปกับเขาด้วย เมื่อไซได้รับชัยชนะ

…ทั้งที่รู้สึกแบบนั้น…แต่ความรู้สึกว่างเปล่ากลับค่อยๆไหลบ่าเข้าหาผมจนพูดอะไรไม่ออก ราวกับน้ำท่วมปาก…

‘วันนึงข้างหน้า…เมื่อนายเป็นคิง…ฉันไม่อยากให้ใครมองนายไม่ดี…’

 ‘…เป็นมือขวาให้ฉัน… แลกกับสิ่งที่นายคิดว่านายเอาไป แค่นั้นเพียงพอไหม?’

แม้จะเป็นข้อตกลงที่ผมเองก็ตั้งใจไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว…แต่หลายครั้งที่ถูกตั้งคำถาม…ว่า ‘เพียงพอไหม?’ มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายย้ำเตือน ให้หยุดความคิดของตนไว้เพียงแค่นั้น…

…อยู่เคียงข้าง อย่างมือขวาที่เจียมตัว…

…นั่นใช่ไหมคือสิ่งที่นายต้องการให้ฉันเป็น…

.

.

…คนขี้โกง…

ไวด์วอร์คาลิเบอร์ในมือผมกระหน่ำใส่อีกฝ่าย จนวิถีดาบโอบรอบเป้าหมายเบื้องหน้าราวกับพายุหมุน หากแต่มันช่างง่ายเหลือเกินที่ไซจะพบช่องโหว่ในกระบวนท่าดาบของคนซึ่งในหัวมีแต่ความสับสน เช่นผมในตอนนี้…

ง้าวในมืออิไซอาห์ถูกแทงผ่ากลางพายุดาบเข้าหาผมอีกครั้ง แค่เสี้ยววินาทีที่ผมเอนตัวหลบคมง้าวนั้นได้อย่างฉิวเฉียด รู้ตัวอีกทีด้ามของมันก็ถูกตวัดกลับมาจากอีกทิศทางหนึ่ง ฟาดตรงใส่ท้ายทอยผมเต็มแรง…ร่างกายซึ่งแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงของผมเซวูบ ก่อนร่วงฟุบลงไป

.

.

“อิไซอาห์  ซิลเวอร์! ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป!”

ในตอนที่เสียงของอาจารย์แคสซานดรา ไวท์ ประกาศชื่อผู้ชนะการประลอง ซึ่งจะได้ผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้ายดังก้องขึ้น ที่ผมทำได้ก็แค่นอนหน้าแนบกับพื้นหญ้าด้านข้างเวที หลับตาลงหอบหายใจ ด้วยไม่เหลือแม้แต่แรงจะยกเปลือกตาขึ้นมองใบหน้าผู้ชนะแล้ว ริมฝีปากซึ่งถูกฟาดด้วยด้ามง้าวจนแตกเลือดซิบตั้งแต่ตอนต้น บัดนี้เริ่มบวมเจ่อจนแทบไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว แต่ผมก็ยังเหยียดมันออกนิดจนคล้ายรอยยิ้ม

…อิไซอาห์…

ผมจำไม่ได้…ว่าเคยได้บอกกับเจ้าตัวมั่งไหม ว่าผมน่ะ…ชอบชื่อของเขานะ…แม้ส่วนใหญ่ผมจะเรียกเขาสั้นๆแค่ ‘ไซ’ ก็เถอะ คงเพราะตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ผมมีความสุขเล็กๆในการได้ชะเง้อคอ รอการมาถึงของซองจดหมายที่มีชื่อๆนี้เขียนอยู่ตรงชื่อผู้ส่งกระมัง…

…นายน่ะ…กำลังดีใจอยู่รึเปล่า?

…เป็นแบบนี้ดีแล้วใช่ไหม?

…ใช่อย่างที่นายต้องการรึเปล่า?

…ไซ…

……………………………………………..

เสียงกลุกกลักๆดังอยู่ที่เตียงข้างๆ เรียกให้ผมหยีตาข้างหนึ่งขึ้นมามองดูต้นเสียง

ห้องทั้งห้องค่อนข้างมืด มีแสงสว่างวอมแวมจากตะเกียงเพียงดวงเดียวจากบนโต๊ะปลายเตียง คล้ายผู้ที่จุดมันนึกเกรงใจ ว่าแสงไฟจะปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาในเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะย่ำรุ่งเช่นนี้

…เดี๋ยวนะ…ที่นี่มัน…

…ภาพที่เห็นเป็นภาพห้องพักของโรงแรม ซึ่งผมเข้าพักในช่วงวันก่อนเปิดเทอมปี 1…

…ความทรงจำในวันนั้นค่อยๆไหลกลับมาอีกครั้ง…

แสงตะเกียงทอดผ่านแผ่นหลังอันดูกำยำล่ำสันของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งแม้อายุจะเลยเข้าเลขห้าแล้ว แต่มัดกล้ามบนร่างกายนั้นยังคงแน่นฟิตราวกับหนุ่มวัยฉกรรจ์ซึ่งแข็งแกร่งและสมบุกสมบันตามวิสัยทหารกล้าแห่งซาเรส

ด้านหนึ่ง…ปาปัส เคียทาจ คือรองหัวหน้ากลุ่มของกองทหารซิลเวอร์วินด์ เขาเป็นมือขวาผู้ซึ่งพ่อของผมไว้ใจสูงสุดให้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอดหลายสิบปี

ส่วนอีกด้าน…เขาคือลุงปาปัส ผู้ซึ่งภายนอกดูเข้มงวด แต่ภายในอาจมีแค่ผมที่รู้ดีว่าคนผู้นี้ใจดีเพียงใด…โดยเฉพาะกับผม…ใจดีเกินไป…จนยอมให้คนที่เป็นต้นเหตุการตายของลูกชายคนเดียวของเขา…ได้เรียกเขาว่า ‘พ่อ’…

ผมเคยคิด…ว่าคนๆหนึ่งจะต้องเข้มแข็งขนาดไหน จึงจะปลอบโยนผู้อื่นได้ แม้ในยามที่ตนเองกำลังแตกสลายยิ่งกว่า…ลุงปาปัส ซึ่งตอนนี้ผมเรียกเขาว่า ‘พ่อรอง’ เป็นคนแบบนั้น…

เพียงครั้งเดียวจริงๆที่ผมเห็นคนผู้นี้ดูอ่อนล้า และแม้ในเวลาเช่นนั้น เขาก็ยังมีแผ่นหลังอันอบอุ่นให้เด็กโง่ๆคนนึงได้ซุกกอด ซ่อนคราบน้ำตาซึ่งไม่อยากให้ใครได้เห็น

“จะไปแต่เช้าเลยเหรอครับ พ่อรอง”

ผมเอ่ยถามคนเบื้องหน้าด้วยเสียงแหบพร่าอย่างคนยังไม่ตื่นดี เรียกให้ผู้ซึ่งกำลังง่วนกับสัมภาระบนเตียงหันมองข้ามไหล่กลับมา แสงไฟส่องให้เห็นเสี้ยวหน้าเคร่งขรึมอันเต็มไปด้วยริ้วรอยจากการทุ่มเทกรำศึกผ่านกาลเวลามานานหลายสิบปี

สองสามปีหลังมานี้ พ่อรองดูแก่ลงไปมาก…บางที…คงตั้งแต่อาสร่าจากไป…

“อื้ม!”

พ่อรองพยักหน้ารับเพียงนิดเดียวจริงๆ ก่อนจะหันกลับไปจัดการกับห่อสัมภาระเบื้องหน้าต่อ

“ทั้งข้าและเจ้าหายกันมาทั้งคู่แบบนี้นานๆคงไม่ดี เดี๋ยวทางนู้นจะพลอยพลาดโอกาสรับงาน หากมีงานใหญ่ดีๆเข้ามาเสียก่อน…”

พอพ่อรองพูดขึ้น ผมก็เพิ่งได้ฉุกคิด การที่ท่านพ่อคัสเทรลฝากฝังให้พ่อรองร่วมเดินทางมาส่งผมถึงที่เอดินเบิร์ก เพื่อรับการทดสอบเข้าเรียนในโรงเรียนพระราชา ย่อมหมายถึงกลุ่มทหารรับจ้างซิลเวอร์วินด์ในตอนนี้ จะขาดทั้งรองหัวหน้ากลุ่ม และหัวหน้ากอง ไปพร้อมๆกัน ส่งผลให้รับงานสเกลใหญ่ๆได้ลำบากอยู่บ้าง

…นี่ถ้าอาสร่ายังอยู่…คงช่วยแบ่งเบางานทางนั้นให้พ่อได้บ้าง…

“เจ้าก็หลับพักผ่อนเถอะอูริเอล พรุ่งนี้ยังต้องไปเดินหาซื้อของตามรายการอีกไม่ใช่เหรอ?…หรือว่ามีอะไรกังวลใจ?”

ท้ายประโยคพ่อรองหันกลับมา ยกมือสองข้างขึ้นเท้าเอว มองมาทางผมที่เอาแต่นอนเหม่อมองเขาเงียบๆ จนดูผิดสังเกต

“เปล่าหรอกครับ ไม่มีอะไร”

ผมผุดลุกขึ้นนั่ง รีบส่ายหน้าพรืดแล้วยิ้มกว้างตาหยีให้ พยายามให้ดูสดชื่นเข้าไว้

จะให้พูดออกไปรึไง ว่าจู่ๆผมก็รู้สึกเหงาจนบอกไม่ถูกขึ้นมาเอาดื้อๆ ทั้งที่ตลอดการเดินทางจากซาเรสมาจนถึงที่นี่ ผมออกอาการลิงโลดจนต้องใช้คำว่า ‘อยู่ไม่สุข’ กันเลยทีเดียว ด้วยความที่ผมตื่นเต้นมากๆ กับการได้ออกมานอกซาเรสเป็นครั้งแรก และกำลังจะได้มาเจอพวกพี่เคล มอลลี่ และไซอีกครั้งด้วย

พ่อรองหยิบกระเป๋าสัมภาระขึ้นพาดบ่าก่อนจะเดินมาหาผมที่เตียง

“จริงสิ…ท่านคัสเทรลฝากให้ข้าย้ำกับเจ้าด้วยว่า…อย่าไป–”

“—กวนอิไซอาห์ให้มากนัก”

ผมทำหน้าเบ้หลังจากพูดทายประโยคที่พ่อฝากฝังพ่อรองมาย้ำผมได้เหมือนเป๊ะ แถมพูดออกมาแทบจะเป็นเสียงเดียวกันอีกตะหาก

พ่อรองหัวเราะขำ หึหึ ในลำคอ วางมือใหญ่ลงบนหัวผมแล้วจับโยกโคลงไปมาอย่างเอ็นดู

“ข้าจะบอกท่านคัสเทรลให้ละกัน ว่าเจ้าจำได้ขึ้นใจแล้ว”

ผมยังคงทำหน้ามุ่ย จนอีกคนละมือออกจึงค่อยกลับมายิ้มน้อยๆอย่างเคย

“ขอบคุณที่เดินทางมาส่งครับพ่อรอง ขากลับยังไงก็รักษาตัวด้วยนะครับ”

อีกฝ่ายเหยียดริมฝีปากออกคล้ายรอยยิ้ม ไม่มีคำร่ำลาใดๆตอบกลับ มีให้ก็แค่กอดแน่นๆอุ่นๆ กับแรงตบหนักๆ ดังป้าบๆตรงบ่าด้านหลังของผม เล่นเอาไหล่ข้างนั้นเกือบทรุดตามแรง แต่ผมกลับชอบให้การร่ำลากันของเราเป็นไปแบบนี้มากกว่า

……………………………………………..

เอดินเบิร์ก นับเป็นหัวเมืองใหญ่อันสดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มองไปทางไหนก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นร้านรวงหลากหลายหรือผู้คนมากมายจนดูครึกครื้นอยู่ตลอด

…ผมจำวันแรกที่ต้องเดินซื้อของคนเดียวได้ดี…

วันนั้นเดินเลือกของได้ไม่นานผมก็เริ่มมึน ด้วยความไม่ชินกับความพลุกพล่านในเมืองใหญ่ๆแบบนี้ ยิ่งเป็นช่วงใกล้เปิดเทอมของโรงเรียนพระราชา เดาว่าที่เห็นเดินกันเต็มพรืดทุกหัวระแหงนี่ คงไม่พ้นเป็นพวกนักเรียนและเหล่าบุคลากรในโรงเรียนแน่ๆ ไหนจะบรรดาขบวนแห่กองเชียร์ซึ่งตามมาส่งเหล่าลูกท่านหลานเธออีก

แค่คิดว่าเจ้าชายปลายแถวซึ่งเติบโตมาในป่าเขาอย่างผม จะต้องปรับตัวแค่ไหนให้เข้ากับบรรดาผู้สูงศักดิ์เหล่านี้ก็เหนื่อยแล้ว ว่าไปก็ชักเริ่มลังเล ว่าตนคิดผิดรึเปล่าที่ตัดสินใจมาเข้าเรียนที่นี่ตามพวกพี่น้องซิลเวอร์

.

.

การตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระราชาของผม จุดเริ่มต้นก็แค่ความคิดแบบเด็กๆ ที่ไม่อยากถูกสามพี่น้องซิลเวอร์ ทิ้งไว้เบื้องหลังเท่านั้น

ทันทีที่รู้ว่าน้องมอลลี่กำลังจะได้เข้าเรียนโรงเรียนพระราชาในปีนี้ ตามพี่เคลิกซ์ และอิไซอาห์ไปอีกคน ผมก็แทบจะนั่งไม่ติด ความรู้สึกอันฝังลึกในใจแต่ไหนแต่ไรมาซึ่งผมไม่เคยบอกใครกลับมาแผลงฤทธิ์กวนใจผม

…ความรู้สึกว่าตนเองแปลกแยกในหมู่พี่น้องซิลเวอร์…แม้ว่า พี่เคล น้องมอลลี่ และไซ จะไม่เคยแสดงท่าทีอะไรให้ผมคิดไปในทางนั้นเลยก็ตาม

คำถามที่ผมเฝ้าถามสมัยยังเป็นเด็ก มักขึ้นต้นว่า…‘ถ้าผมเป็นซิลเวอร์…’

คงเพราะหลายต่อหลายครั้งที่ผมนึกสงสัย ว่าผลลัพธ์ของอะไรๆมันจะแตกต่างไปจากเดิมไหม

ถ้าเพียงแต่ผม…เป็น ‘ซิลเวอร์’…

‘ถ้าผมเป็นซิลเวอร์…ผมจะได้ไปอยู่ที่เจมิไนกับไซไหมครับท่านแม่?’

‘…ลูกเป็นซิลเวอร์ อูริเอล แม้ว่าจะใช้นามสกุลของพ่อเจ้า ‘วอน สไตน์’

…อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งนะที่เจ้าเป็น ‘ซิลเวอร์’…’

ทุกครั้งที่ผมถาม ท่านแม่มักตอบผมด้วยน้ำเสียงสดใสเช่นนั้นเสมอ พร้อมรอยยิ้มบาง และคำตอบนั้นก็ช่วยให้ผมลืมความแตกต่างของพวกเราไปได้พักใหญ่ ก่อนคำถามใหม่จะผุดขึ้นมาในหัวผมอีกครั้ง

…แค่ครึ่งเดียว?

หรือเพราะว่า…‘แค่ครึ่งเดียว’…?

พอคิดแบบนั้น มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นของปลอม เป็นของไม่สมบูรณ์ เป็นเจ้าชายตัวปลอมซึ่งแฝงตัวปะปนอยู่กับเจ้าหญิงเจ้าชายที่แท้จริงของซาเรส

…และตอนนี้ ผมก็ไม่อยากเป็นคนเดียวที่แตกต่าง…

…ไม่อยากเป็นคนเดียวที่ไม่ได้จบจากโรงเรียนพระราชา…

ถ้าโรงเรียนแห่งนี้จะขัดเกลาให้ผมเป็นเจ้าชายที่สมบูรณ์ได้ ผมก็อยากจะไป และเมื่อท่านแม่ไดน่าเปิดโอกาสถามมาในจดหมาย ผมก็รีบกระโดดคว้าโอกาสนั้นไว้อย่างไม่ลังเล

…ผมยังจะต้องคิดอะไรอีก ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นั่น…

…อิไซอาห์ก็อยู่ที่นั่น…

9 ปีที่ต้องอยู่ห่างกับหมอนั่น มันนานเกินพอแล้ว และผมหวังว่าการเล่นตลกบ้าๆของใครบางคน บนโชคชะตาของเราทั้งคู่ มันควรจะสิ้นสุดลงเสียที…

…ผมต้องการ…เพื่อนรักของผมคืน…

…นั่นคืออีกเป้าหมายหนึ่ง ของการเข้าเรียนโรงเรียนพระราชาของผม…

.

.

สิ่งเดียวที่ชวนให้หงุดหงิดขึ้นมาตอนนี้ ก็คือ…ผมไม่เข้าใจใครต่อใครที่พากันบอกให้ผม…

‘อย่าไปกวนอิไซอาห์ให้มากนัก’

‘…อย่าไปกวนท่านพี่อิไซอาห์จะดีกว่า…’

‘…ไปแล้วอย่าไปรบกวนท่านอิไซอาห์ล่ะ…’

มันน่าหงุดหงิดและน้อยใจไหมล่ะ ที่ใครต่อใครพากันคิดว่า ผมจะไปทำความลำบากให้ไซ

…อย่างผมน่ะนะ จะไปทำอะไรให้ไซเดือดร้อน!…

ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ…ความคิดที่ว่า…

…แล้วนี่เจ้าตัวเขาจะนึกรำคาญ และเหนื่อยหน่ายกับผมด้วยไหม?…

.

.

……………………………………………..

ผมเดินคิดอะไรอยู่เพลินๆ พลันสายตาก็สะดุดที่ด้านหลังคนผู้หนึ่งท่ามกลางฝูงชนในตลาด… ที่ว่า ‘สะดุด’ น่ะ ผมไม่ได้หมายถึงแค่ลูกตา อารามตกใจสองขาของผมพลอยก้าวผิดจังหวะจนเกือบได้ถลาลงไปจูบถนนเอาจริงๆ

ให้ตายสิ! ผมไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเลย ว่าผมควรจะพูดอะไรเป็นอันดับแรก ตอนได้เจอหน้าหมอนี่อีกครั้ง

ผมลอบเดินอมยิ้มแก้มแทบปริ ตามเป้าหมายของผมไปห่างๆอยู่พักใหญ่ พอถึงบริเวณซึ่งผู้คนเริ่มหนาแน่น ผมค่อยขยับเร่งฝีเท้าเข้าไปให้ใกล้ขึ้น ด้วยกลัวจะคลาดกันเสียก่อน…แต่ก็ไม่ทัน…

…คลาดสายตาแว่บเดียว หายไปไหนซะละ?…

ผมนึกในใจ ขณะหยุดยืนหันรีหันขวางท่ามกลางฝูงชนอันเบียดเสียด

“ไม่ถนัดแกะรอยในเมืองใหญ่คนเยอะๆแบบนี้เลย ให้ตายสิ!”

ผมบ่นพึมพำคนเดียวเบาๆ ก่อนจะมีท่อนแขนใครคนหนึ่งตรงเข้าล็อคคอผมจากด้านหลังแล้วลากเข้าไปในซอยเล็กๆไม่ไกลนักซึ่งแยกออกจากถนนหลัก

“สะกดรอยไม่ได้เรื่องเลยนะ นายเป็นใคร?”

เสียงชายหนุ่มที่ผมลอบตามมาเอ่ยถามขึ้น

…เสียงนุ่มต่ำซึ่งผมไม่คุ้นเคย…ไม่สิทั้งหมดนั่นล่ะ…แม้แต่ท่อนแขนแข็งแรงซึ่งล็อคคอผมอยู่นี่ก็ด้วย…

ผมเงยหน้าไปด้านหลังนิด แต่ก็ยังมองหน้าอีกคนไม่ถนัด

“…ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายลืมฉัน…” ผมเอ่ยตัดพ้อ

“ฉันควรรู้จักนาย?”

น้ำเสียงอีกฝ่ายดูจะชะงักไปเล็กน้อย

ผมพ่นลมหายใจออกอย่างหงุดหงิด ใช้จังหวะที่อีกฝ่ายชะงัก ง้างท่อนแขนซึ่งล็อคคอผมอยู่ดันออกแล้วพลิกตัวมายืนประจันหน้ากัน พลางเลิกคิ้วถามกลับแทนคำตอบ

เมื่อได้พินิจอีกฝ่ายใกล้ๆ ผมถึงได้รู้ว่า คนตรงหน้า…ไม่ใช่เพื่อนรักในวัยเด็กของผมอีกต่อไป…

เด็กหนุ่มตรงหน้าผมในเวลานี้ แม้จะมีอายุไล่เลี่ยกัน แต่ท่าทางดูองอาจผ่าเผย บ่งบอกถึงชาติตระกูลสูงศักดิ์ และผ่านการฝึกฝนขัดเกลามาอย่างดีทั้งร่างกายและความคิด หน้าตาหล่อเหลาได้รูปของเขาก็ดูแปลกตาไป แม้จะมีเค้าหน้าละม้ายคล้ายคนในความทรงจำของผมอยู่มากก็ตาม

ฝ่ายนั้นเองก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย สายตากวาดมองผมอย่างพินิจพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่เช่นกัน ก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงเบาอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก

“……อูริ?”

เพียงแค่ได้ยินเขาเรียกชื่อของผม ความรู้สึกขัดเคืองทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง หัวคิ้วมุ่นจนเกือบชนกันของผมตะกี๊ คลายลงกลายเป็นรอยยิ้มจนตาปิดทันที

“เออ…ยังดีที่จำชื่อได้”

ผมพูดกลั้วขำแต่พยายามกดเสียงต่ำให้ฟังดูโหดๆน่าเกรงขาม ด้วยความที่ไม่อยากจะดูกะโปโลนักในสายตาเขา

“นาย…มาทำอะไรที่นี่? ไม่เห็นเขียนมาบอกเลย”

มือของไซผลักเข้าที่อกผมเหมือนจะหยอก

…บางทีเจ้าตัวอาจจะอยากจับให้แน่ใจว่าผมยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆล่ะมั้ง อย่าว่าแต่เขาเลย ผมเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ว่าคนที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาเกือบสิบปี วันนี้จะได้มาเจอกันอีกครั้ง ได้มาอยู่ตรงหน้าในระยะที่ผม…เอื้อมถึง…

ผมเลยชกบ่าอีกฝ่ายกลับมั่งเสียงดังอั่ก!

“ก็อยากเห็นหน้านายตอนอ้าปากค้างกินแมลงวันแบบนี้ไง”

ผมพูดทั้งรอยยิ้ม พลางใช้ปลายนิ้วดันใต้คางอีกคนขึ้น

“ไม่ได้ทำงั้นซะหน่อย” ไซปัดมือผมออกก่อนจะยิงคำถามใส่ผมรัวๆ “แล้วนี่นายมาทำอะไร? คงไม่ได้แวะมาเจอให้ตกใจเล่นใช่ไหม?”

“อ่า…นั่นน่ะเรื่องหลักเลย” ผมแกล้งแหย่ “มีอะไรต้องทำเรื่องอื่นนิดหน่อยด้วย”

ผมเอ่ยกว้างๆเพราะยังไม่อยากจะเฉลยซะทีเดียวเรื่องที่ผมจะเข้าเรียนที่เดียวกับเขาในปีนี้

“เรื่องอื่น?” ไซขมวดคิ้วมองงงๆ “ที่นี่น่ะหรอ? มีเรื่องอะไรอีก ถ้าไม่ได้มาเข้าเรีย—–เอ๊ะ!?”

พอประมวลความคิดได้ อีกฝ่ายถึงกับอ้าปากค้างหนักกว่าเดิม…ดูตลกดีชะมัด…

“อ่า…”

ผมตอบนิ่งๆ ยังคงยิ้มไม่หุบกับอาการเหวอของคนตรงหน้า และเริ่มสนุกกับการเอามือดันคางเพื่อนรักกลับขึ้นไปอีกรอบ

“ตกลงมาเรียนที่นี่จริงๆหรอ?”

“มีเหรอจะเหลือ สอบผ่านแล้วด้วย” ผมยกมุมปากยิ้มกวน “ฝากตัวด้วยล่ะ รุ่น-พี่…”

ผมย้ำคำทีละพยางค์ใส่อย่างทะเล้น แต่แล้วก็แทบร้องเหวอเมื่อถูกอีกฝ่ายกระโดดเข้ากอดหมับ

“ให้รอตั้งนาน มาเอาป่านนี้”

อีกคนตัดพ้อออกมามั่ง และคล้ายกับเริ่มรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปเลยทำท่าจะผละออก…แต่ก็ช้าไป…เพราะผมเป็นฝ่ายรวบตัวเขามากอดแน่นๆใหม่อีกครั้ง ก่อนจะหลุดหัวเราะร่าออกมาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ มือก็ตบบ่าด้านหลังอีกคนปั่กๆ

“ไม่ยอมโดนนาย พี่เคล กะมอลลี่ทิ้งหรอกเฟ้ย!”

“ทิ้งไปไกลแล้วต่างหาก” อิไซอาห์สวนกลับทันควัน แล้วหัวเราะหึหึ

“ฮึ่ยย!”

ผมร้องขึ้นด้วยความหมั่นไส้ หลังกอดอีกคนจนอิ่มแล้วก็ปล่อย

“แล้วตอนนี้พักที่ไหน จะไปค้างด้วยกันก่อนหรือเปล่า?”

“นอนอยู่โรงแรมตรงสุดถนนน่ะ…พวกนายล่ะพักที่ไหนกัน อยู่กับพี่เคลด้วยใช่ไหม?…”

ผมเอ่ยถามถึงพี่ชายอีกคนซึ่งน่าจะเดินทางมาจากซาเรสพร้อมกันกับไซ เพราะได้ยินมาจากน้องมอลลี่เมื่อวันก่อน

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เคลิกซ์ คีราน ซิลเวอร์ เจ้าชายองค์โตในกษัตริย์อารอน หรือที่ผมเรียกว่าพี่เคล ดูเหมือนจะมีโชคด้านธุรกิจโรงแรมและสถานบันเทิง ข่าวถึงความรุ่งเรืองของกิจการ จนขยายไปเปิดสาขาได้ในหลายๆหัวเมืองแว่วผ่านหูให้สายข่าวอย่างผมได้ยินอยู่บ่อยครั้ง แม้แต่ในเอดินเบิร์กเองก็ยังมีสาขาของโรงแรมและสถานบริการอันมีชื่อเสียงของพี่เคลอยู่เช่นกัน เรียกได้ว่าชีวิตพี่เคลในตอนนี้ แทบไม่ต้องพึ่งพาเงินตราในท้องพระคลังซาเรสแต่อย่างใด

นั่นเป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเจ้าชายปลายแถวแบบผมไม่มีสิทธิ์ นอกจากค่าเทอมปีแรกที่ท่านแม่เป็นธุระให้ และค่าอุปกรณ์การเรียนทั้งหมดจากเงินเก็บที่ได้มาจากส่วนแบ่งตลอดหลายปีที่ทำงานกับพ่อในกองทหาร ที่เหลือเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องเตรียมหางานพิเศษทำระหว่างที่เรียนอยู่ที่นี่ไปด้วย ถ้ายังอยากจะมีเงินจ่ายค่าเทอมและอุปกรณ์การเรียนในปีต่อๆไปล่ะก็…

…ใช่แล้ว…ภายใต้ฉายา เจ้าชายแห่งซาเรส…ผมก็ไม่ต่างจากเด็กป่าเด็กดอยผู้ยากไร้แบบนี้เอง…

.

.

“ทำไมนายสูงกว่าเนี่ย น่าโมโหนัก….” ไซบ่นขึ้นระหว่างเดินไปหาพี่เคลที่ร้านด้วยกัน

พอเป็นเรื่องซึ่งผมชนะอีกคนได้ หน้าตาก็อดยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติไม่ได้

“นี่ขนาด…อยู่ป่าอยู่ดง กินอยู่ไม่ได้หรูหรานะ…”

ว่าแล้วผมก็หัวเราะหึหึ แกล้งเอาแขนวางเกยบ่าอีกฝ่ายอย่างเย้ยๆ แต่ถูกอิไซอาห์ปัดมันออกแทบจะทันที

“สูงกว่านิดหน่อยเท่านั้นล่ะน่า” พูดแล้วเจ้าตัวก็ออกเดินนำ ทิ้งผมไว้ซะงั้น

การถูกอีกคนเย็นชาใส่เล่นเอาผมสะดุ้งวาบ เป็นความรู้สึกแปลกๆที่ผมไม่ได้เตรียมใจมาก่อน ความคิดที่ว่าเขาอาจจะนึกรำคาญผมอย่างที่ใครๆเตือนมาผุดขึ้นมาในหัวทันที เล่นเอาผมชักหงอย

…ตลอดเวลาที่ไม่ได้เจอกับไซ แม้จะเขียนจดหมายคุยกันตลอด แต่พอได้มาเจอตัวเป็นๆ ความรู้สึกกลับคล้ายจะกลายเป็นคนแปลกหน้ากันไปซะอย่างนั้น ความไม่คุ้นเคยก่อให้เกิดความรู้สึกประหม่า เคอะเขิน และไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรดีอย่างบอกไม่ถูก…

.

.

“…ถึกๆอย่างฉันสงสัยได้ไปอยู่กับพี่เคล”

ผมพูดขึ้นพลางหันมองคนข้างๆ หลังจากที่คุยกันจนรู้ว่าไซกับพี่เคลอยู่กันคนละหอ

“นายจะเหงาไหมเนี่ยถ้าไม่ได้อยู่หอเดียวกัน” ผมถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“ตลกละ ฉันอยู่ของฉันมาตั้งนาน กะแค่นายไปอยู่หออื่นฉันถึงกับต้องเหงาเลยหรอ”

อีกคนโคลงหัวนิดๆ พลางหันมามอง

ผมเลือกซ่อนใบหน้าผิดหวังของตัวเองด้วยการเดินแซงไปข้างหน้า ก่อนจะหันกลับมาเดินกอดอกถอยหลัง มองหน้าอีกฝ่ายอย่างกวนๆ ปากก็เอ่ยแซวอีกคนต่อไปเรื่อยๆ

“ก็ดูทำหน้าเข้าสิ…หยั่งกะหอห่างกันแค่นี้มันจะขวางฉันได้…จำได้ไหม แต่ก่อนฉันปีนหน้าต่างปราสาทไปลากนายออกมาเที่ยวบ่อยแค่ไหน”

ผมหัวเราะตาปิดเมื่อนึกภาพในอดีตที่เริ่มพรั่งพรูออกมาเป็นฉากๆ

มันเป็นความพยายามตามหาเศษเสี้ยวของเพื่อนรักในความทรงจำของผม ซึ่งถูกกาลเวลาพรากมันไปจากคนตรงหน้า…

…อิไซอาห์…ในอดีตคนนั้น…

“จำได้สิ แล้วพอกลับมา ฉันก็โดนสเด็จแม่สวดยับเลย…”

ไซพูดพลางจับผมให้หลบคนที่เดินสวนมา ผมพลิกตัวกลับมาเดินข้างๆอีกฝ่ายดีๆ เพื่อไม่ให้ไปเกะกะชนคนอื่นอีก

“ใช่…เวลานายถูกดุชอบทำหน้าอึนๆ ไม่ร้องไห้ ไม่ยิ้ม…” ผมยิ้มอ่อน หันไปมองคนข้างๆที่ตอนนี้สีหน้าเรียบนิ่งคล้ายเมื่อก่อน อย่างบอกไม่ถูก

…ยังคงมีบางสิ่งให้ผมหวังได้ใช่ไหม?…

…คนๆนี้…ใช่คนเดียวกับเพื่อนรักคนสำคัญของผมใช่รึเปล่า?…

“จะให้ฉันทำยังไงได้ล่ะ ถ้าร้องไห้เพราะโดนดุ สงสัยได้โดนหนักกว่าเดิมน่ะสิ… มีอะไรรึไง อุริ?”

ไม่รู้ว่าหน้าตาของผมในตอนนั้นมันดูเป็นยังไง อีกฝ่ายถึงถามขึ้นเมื่อหันมาเห็นเข้า

“ฉันอยากให้นายเหลือฉันไว้ซักคน…ที่นายไม่ต้องฝืนตีหน้านิ่งใส่น่ะ…อย่าลืมสิว่าฉันคือ ‘อูริ’ นะ…ไม่ใช่คนอื่น…” ผมเอ่ยขอเขาไปอย่างอดรนทนไม่อยู่

ผมรู้…ว่าไซชอบเก็บสีหน้าไม่ค่อยแสดงความรู้สึกกับใคร…แต่ปกติเขาไม่เป็นแบบนั้นต่อหน้าผมนัก…ไม่ใช่เวลาที่เราอยู่ด้วยกันแค่สองคนแบบตอนนี้

ไซนิ่งไปนิด ก่อนจะเสตาหลบ

“…ฉันรู้” เขาตอบเสียงเบา “ฉันแค่ไม่ชินน่ะ ขอเวลาหน่อยละกัน”

“อ่า…ฉันจะรอ…” ผมหันไปมองดูเขานิ่ง…ก่อนที่ท้ายประโยคจะยิ้มกวนใส่

“จนกว่าจะรอไม่ไหว ตกลงไหม?”

“รอไม่ไหวก็ต้องรอเฟ้ย…” ไซโวยกลับมา

“ไม่ล่ะ…ถ้านายช้า ฉันนี่ล่ะจะเป็นคนทำให้ไอ้หน้ากากบ้าๆของนายแตกออกเอง รู้ไว้ซะ”

ผมประกาศกร้าว พร้อมเอานิ้วจิ้มอกอีกคนจึ้กๆอย่างท้าทาย

“หึ ทำได้ก็ลองดู…”

ไซหันหน้าหนี แต่น้ำเสียงที่ได้ยิน มันฟังดูคล้ายอีกฝ่ายกำลังลอบยิ้มอยู่ ผมเองก็ยิ้มตามออกมาจางๆ

…ยิ้มอยู่จริงๆรึเปล่าน่ะ…ไซ…

…ถ้านายกลับมายิ้ม และหัวเราะใส่ฉันได้แบบแต่ก่อนก็ดีสิ…

ไม่สิ! ต้องได้! เพราะฉันจะทำมันให้ได้…คอยดูฉันนะ…อิไซอาห์…

.

.

……………………………………………..

…ผมลืมตาขึ้นมาอีกทีคราวนี้ผมคงตื่นแล้วจริงๆ เพราะผมกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องพยาบาล…

เสียงพูดคุยกันจากเตียงใกล้ๆพาให้ผมหันไปมอง เจ้าคนที่นึกถึงในความฝันกำลังนอนคุยอยู่กับหญิงสาวอีกคนซึ่งผมเห็นเพียงด้านหลัง

…ถ้าไซเองก็อยู่ในห้องพยาบาล…บางทีผมคงหลับไปนานพอดู…

ป่านนี้น่าจะเป็นการประลองในรอบท้ายๆแล้ว เพราะสังเกตเห็นคนเจ็บส่วนใหญ่จากรอบก่อนๆ ต่างก็ได้รับการรักษาและกลับออกไปเกือบหมดแล้ว คนมาเยี่ยมส่วนใหญ่ก็ทยอยกันกลับออกไปรอลุ้นคู่ชิงชนะเลิศที่ข้างสนามกันหมด…

ผมยังคงนอนเหม่อมองไปทางเตียงซึ่งถัดออกไปไม่ไกลนั้น รอจนกระทั่งห้องพยาบาลเริ่มกลับมาเงียบอีกครั้ง ผมจึงค่อยขยับลุกจากเตียง… เมื่อเดินเข้าไปใกล้เตียงของไซจึงค่อยเห็นว่าเขานอนหลับตาพักอยู่

มือของผมเอื้อมไปดึงม่านสีขาวซึ่งไว้ใช้กั้นระหว่างเตียง รูดมาปิดโดยรอบ หันกลับมาอีกทีก็เจอดวงตาสีม่วงของคนที่ไม่ได้หลับเสียทีเดียวจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว

“…อูริ?”

อิไซอาห์เรียกชื่อผมออกมาเบาๆคล้ายแปลกใจ

…ทำไมถึงยังแปลกใจอยู่อีกล่ะ…เจ้าบ้า…

ที่ข้างๆนาย…มันเคยเป็นของฉันไม่ใช่หรือไง…

คนที่…ไม่ว่าเมื่อไหร่จะกลับมาอยู่ข้างๆนายเสมอน่ะ…

…นายยังนึกถึงใครคนอื่นนอกจากฉันอยู่อีกรึไง…

ผมมองจ้องเข้าไปในดวงตาสีม่วงของเขา ดวงตาซึ่งสะท้อนภาพของผมอยู่

…ความต้องการที่ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่ามี…

…ผมอยากให้ดวงตาสีม่วงคู่นี้ สะท้อนเพียงภาพของผมคนเดียว…

.

.

‘ฉันรักนายนะ อิไซอาห์’

ใช่…ผมพูดมันออกไปในตอนที่อยู่ด้วยกันสองคนก่อนจะขึ้นเวทีประลอง…

ไซไม่ได้ตอบอะไร มีเพียงสีหน้าอึ้งๆ เต็มไปด้วยความประหลาดใจคล้ายๆกับใบหน้าของเขาในตอนนี้ แต่แล้วใบหน้านั้นก็กลายเป็นดูอึดอัดแทน…

…บ้าจริง!…นายควรจะยิ้มขำสิ…

เวลาคนที่มีศักดิ์เป็นน้องชายร่วมสายเลือด มาพูดจาอ้อนนายแบบนี้

ท่าทางอึดอัดของไซในตอนนั้น ทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนในสิ่งที่ตนเองเพิ่งพูดออกไป มันไม่ใช่เรื่องปกติที่ผมสามารถทำเป็นมองข้ามได้อีกต่อไปแล้วใช่ไหม?

…ความรู้สึกที่ผมมีต่อคนๆนี้…

ให้ตายสิ…บางทีผมควรจะตั้งใจเรียนวิชาหน้ากากฟาโรห์ให้มากกว่านี้…จะได้ไม่ต้องทำให้เขาอึดอัดใจแบบนั้นอีก

มองย้อนกลับไป ผมนึกขำและสมเพชตัวเองชะมัด นี่ถ้าในตอนนั้นไม่ได้เสียงประกาศเรียกให้ผมกับไซ ขึ้นเวทีประลองช่วยไว้ล่ะก็… ผมคงไม่รู้จริงๆว่าจะทำหน้ายังไง หรือจะพูดอะไรกับเขาต่อดี…

.

.

ผมเดินไปหยุดอยู่ใกล้ๆเตียง วางมือลงลูบผมนุ่มที่ปรกหน้าของพี่ชายขึ้นเบาๆ ก่อนจะโน้มหน้าลงไปหา…

…ริมฝีปากที่ถูกฟาดมาจนแตกเจ็บระบมขึ้นทันทีที่ได้สัมผัส…

…บางทีนั่นอาจจะเป็นคำเตือนครั้งสุดท้ายเพื่อเรียกสติของผมกลับมา…

‘ถ้านายไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ฉันจะบอกนายให้เอง…’

…แต่ผมอยากจะบอกเขาจังว่า…

มันไม่ทันแล้ว…และผมรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่…

…ผมโกหกตัวเองต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว…

………………………………………………..

TBC.
………………………………………………..

Author ‘s Note (By Sena) :

 

ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่พยายามอ่านมาจนถึงจบตอนนะคะ คราวนี้มาแบบยาวๆอีกแว้วววว 555 ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะตัดต่อตรงไหนยังไงดี ก็เลยเป็น Side Story ที่ค่อนข้างยาวกว่าทุกที อ่านกันเหนื่อยเลยสินะ…

แถมเรื่องมีย้อนไปมานิดหน่อย ไม่รู้ว่าคนอ่านจะงงไหมนะคะ ช่วงนี้เพิ่งหาเวลากลับมาฟื้นๆหัดเขียนฟิคได้ใหม่ ก็ยังไม่ค่อยคล่องนัก หวังว่าคนอ่านจะสนุกพอๆกะผู้แต่งนะคะ (.  . ‘)…

จริงๆจิ้มๆฟิคมาหลายวันละ แต่วันที่ 6 ก.ค. เห็นบนทีแอลว่าเป็นวันคิสเดย์ ก็เลยมีความอยากปั่นออกมาให้ทันเป็นของขวัญให้พี่ชาย แต่จนแล้วจนรอด กว่าจะเสร็จก็ข้ามมาวันที่ 7 ก.ค. จนได้

ไม่เป็นไรนะ… ทานาบาตะแทนละกันครบรอบ 9 ปีของหมีที่จะได้ข้ามแผงร้านขายเผือกไปเจอพี่ชายที่ตลาด (…)

…สุขสันต์วันจูบสากลครับพี่ชาย…

 

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s