[Comics] · [EHW] · [Event] · [Fic] · [Keleb] · [Side Story]

[EHW] HW-02 /2016 : One Route with School Mate

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

EHW_logoSlytherin_logo
Hogwarts houses : Slytherin

**********************************************

[EHW] โจทย์ที่ 2 ของปีการศึกษา 2016 : รูทกับคนที่ห่างกับเราอย่างน้อย 2 ปี

By : Keleb  Kyler  Bonneville (ปี 3)

Note : Fiction 4,368 คำ และคอมิคสีตอนท้าย

รูท : https://twitter.com/EHW_Anastasia/status/771208515083919360

ขอขอบคุณ : อเล็กซานเดอร์ โอ๊คเบลล์ ปี 5 (@EHW_AlexE) และ อนาสตาเซีย เวนเดลล์ ปี 5 (@EHW_Anastasia) ที่มาร่วมโรลจนเป็นสตอรี่ครั้งนี้ด้วยนะคะ และกราบขออภัยผปค.พี่อนาสตาเซียด้วยนะคะที่วาดลูกสาวมาความน่ารักห่างไกลต้นฉบับเหลือเกิน แงงงง ส่วนพี่อเล็กซ์ จริงๆอยากวาดด้วยแต่จัดไม่ไหว แงงง เลยเป็นฟิคแทนนะคะขอบคุณทั้ง 2 คนมากๆค่า

From Sena : ฟิคกับคอมิคเป็นรูทเดียวกันค่ะ แต่ฟิคจะนำเรื่องไล่เหตุผลความรู้สึกเคเลบจนไปจบที่รูทในคอมิคค่ะ ซึ่งเป็นรูทที่ยาวพอดู เพราะเริ่มจากเฮฮาปาจิงโกะกับพี่อเล็ก กับพี่อนาสตาเซีย และเรื่องไถลเลยเถิดไปไกลตั้งแต่วันเปิดเทอม (.  .,,) เวลาไม่พอ เลยไม่ได้เกลาสำนวนลำดับเรื่องก็ยังไม่ค่อยดีนัก ต้องขออภัยด้วยค่ะ มัวพะวงคอมมิค เพราะนี่เป็นการลองทำคอมิคครั้งแรกของเรา มีความมั่วพอสมควร ด้วยข้อจำกัดด้านทักษะการวาดรูปที่เราวาดท่าทางต่างๆไม่ค่อยได้ (แงงงงงง ปกติวาดได้แค่ยืนนิ่งๆ) และการแบ่งกรอบซึ่ง…ไม่แน่ใจว่ามันโอเคไหม หวังว่าจะพออ่านรู้เรื่องนะคะ

**********************************************

Chance of the Dust

**********************************************

สถานีรถไฟคิงส์ครอสในกรุงลอนดอนนับเป็นสถานที่อันมีมนต์ขลังอย่างไม่มีที่ใดเหมือนแห่งหนึ่งบนเกาะอังกฤษ โดยเฉพาะในเช้าวันเปิดเทอมวันแรกของโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์

ภายใต้แสงแดดรำไรที่ส่องผ่านโครงหลังคาโค้งมุงด้วยวัสดุโปร่งแสงของชานชาลา เลขที่ 9¾ รถไฟสายด่วนฮอกวอตส์ขบวนสีแดงเจิดจ้าจอดนิ่งมาตั้งแต่เช้าเพื่อรอทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขันเช่นทุกปี มองไปทางไหนก็เห็นแต่ผู้คนคลาคล่ำ ทั้งบรรดาเด็กนักเรียน และบรรดาผู้ติดตามที่มาส่งบุตรหลานของตน

ภาพบรรยากาศอันสับสนวุ่นวาย ถูกห่อหุ้มด้วยสรรพเสียงเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์ ทั้งเสียงผู้คนพูดคุยหัวเราะหยอกล้อกัน และเสียงของเหล่าสัตว์เลี้ยงหลากหลายสปีชี่ย์ที่แข่งกันร้องระงมตามภาษาของมันปะปนกันไปทั่ว

แต่ผมกลับนึกชอบบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์นี้ไปซะแล้ว คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับเด็กที่เรียนไพรเวทคลาสที่บ้านคนเดียวมาตลอดก่อนจะได้เข้าเรียนที่ฮอกวอตส์อย่างผม ที่จะมองว่าเสียงเหล่านี้มันฟังดูสดใสและมีชีวิตชีวาดี ยิ่งถ้าได้หลับตาฟัง เสียงต่างๆบนชานชาลาแห่งนี้คล้ายจะกลายเป็นภาพตัวโน้ตดนตรีหลากหลาย ซึ่งแต่ละตัวกำลังกระโดดโลดเต้นขึ้นลงแข่งกันอยู่บนบรรทัดห้าเส้นในสมุดโน้ตเพลงรื่นเริงสักเพลงหนึ่ง และผมเรียกมันว่า ‘เพลงมาร์ชวันเปิดเทอมของฮอกวอตส์’ ที่คงขาดไม่ได้สำหรับทุกๆปีไปซะแล้ว

ผมยังจำความรู้สึกตื่นเต้นครั้งแรกที่ได้มาสถานที่แห่งนี้ตอนเป็นเด็กนักเรียนปีหนึ่ง จวบจนวันนี้ที่ผมเป็นนักเรียนปี 3 แล้ว ความรู้สึกตื่นเต้นนี้กลับไม่เคยลดลงเลยแม้แต่นิด เพียงแต่ปีนี้…มีบางอย่างที่พิเศษและแตกต่างออกไป… บางอย่างซึ่งทำให้ผมตื่นเต้นและรอคอย…

นอกจากพวกเดย์ชา อัลก้าร์ และ ลีโอ เพื่อนสนิทที่ผมตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะนั่งรถไฟตู้เดียวกัน สายตาของผมยังสอดส่ายมองหาใครบางคนในกลุ่มคนบนชานชาลาแห่งนี้มาตั้งแต่เช้า

…………………………………………………

ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปี 2 ผมมีโอกาสได้ไปเดินเล่นในงานแสดงภาพถ่ายเกี่ยวกับจักรวาลและดวงดาวที่ท้องฟ้าจำลองปีเตอร์ ฮาร์ริสัน ในกรุงลอนดอน และก่อนกลับผมได้แวะดูดาวที่หอดูดาวหลวงกรีนิชซึ่งอยู่ใกล้ๆนั้น…

…ท่ามกลางความงดงามจนทำให้ตาของผมแทบพร่า จากภาพของดวงดาวนับล้านตัดกับท้องฟ้าสีดำราวกำมะหยี่…ที่นั่น…ดวงดาวที่สุกสกาวกว่าดาวดวงใด กลับเป็นเด็กสาวผมบลอนด์ในเสื้อลายลูกไม้แขนกุดคล้องคอสีขาวกับกระโปรงสั้นสีหวานลายดอกไม้ดอกเล็กๆ ผมยาวของเธอถูกรวบเก็บขึ้นไปขมวดสูงด้านหลังเหลือเพียงไรผมละต้นคอขาว…และโดยไม่ทันรู้ตัวเลนส์ตาของผมก็โฟกัสจับอยู่ที่ภาพรอยยิ้มอันสดใสและอ่อนหวานของเธอไม่กระพริบ

ภาพตรงหน้าทำให้ผมหยุดยืนนิ่งมองดูเธอ และถึงกับเผลอลืมหายใจ ใบหน้าผมร้อนผ่าวเหมือนตอนเป็นไข้ และหัวใจเต้นแรงจนคล้ายกับว่ามีใครยัดกบช็อคโกแลตสักตัวใส่เข้าไปในอกผม ด้วยความที่กลัวมันจะกระโดดออกมาทำเอาผมต้องยกมือกดอกเสื้อข้างซ้ายของตัวเองเอาไว้แน่น

เปล่าเลย… นี่ไม่ใช่อะไรที่เรียกว่า ‘รักแรกพบ’ หรอกนะ

ทำไมน่ะเหรอ?

ความจริงอันน่าตกใจซึ่งผมได้รู้หลังเปิดเรียนปี 2 ไปได้ไม่เท่าไหร่ก็คือ…นั่นไม่ใช่การพบกันครั้งแรกของผมกับเธอน่ะสิ

…เด็กสาวคนนั้น…

…อนาสตาเซีย เวนเดลล์ เป็นนักเรียนปี 4 บ้านเรเวนคลอที่ฮอกวอตส์…นั่นแปลว่า…ผมกับเธออยู่โรงเรียนเดียวกันมาตั้งปีนึงแล้ว!!

มันเป็นเรื่องแปลกดี ที่ได้รู้ว่าดวงตาและสมองของมนุษย์เล่นตลกกับเราได้ขนาดไหน

ผมน่าจะเคยเห็นรุ่นพี่อนาสตาเซียผ่านๆตามาบ้างแล้วในฮอกวอตส์ เราอาจจะเคยเดินสวนกันตรงทางเดิน หรือนั่งตรงข้ามกันในห้องสมุดนานหลายๆชั่วโมงด้วยซ้ำ นั่นทำให้ผมนึกสงสัยจริงๆ ว่าตลอดช่วงเวลาที่ผมเรียนอยู่ปี 1 ทำไมผมถึงไม่เคยสังเกตเห็นหรือสะดุดตาความน่ารักและรอยยิ้มของเธอเลย กี่ครั้งกันนะ ที่ผมปล่อยให้ภาพความสดใสของรุ่นพี่อนาสตาเซียเป็นแค่ภาพที่ผ่านเข้ามาในดวงตา และมลายหายไปอย่างไร้ความหมาย

ถ้าผมเป็นมักเกิ้ล ผมคงนึกโทษเจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์สักคนหนึ่ง โทษฐานที่มาแอบใช้คาถาขโมยลบความทรงจำอันมีค่าของผมไป แต่ในเมื่อผมไม่ใช่…ที่ทำได้ก็แค่โทษความงี่เง่าของตัวผมเอง…

…………………………………………………

นับตั้งแต่ได้รู้ว่าดวงดาวของผมอยู่ใกล้กว่าที่คิด ผมก็ติดนิสัยชอบสอดส่ายสายตามองไปในกลุ่มผู้คน เพื่อมองหาใครคนนั้นอยู่ตลอดโดยไม่รู้ตัว และทุกครั้งที่เจอ ดวงตาจอมทรยศของผมก็จะหยุดนิ่งอยู่ที่เธอคนนั้นนานๆเสมอเท่าที่มีโอกาสทำได้ เหมือนต้องการชดเชยช่วงเวลาที่พลาดไปก่อนหน้านี้ และทุกครั้งภาพของเธอก็มักจะเรียกรอยยิ้มบางบนใบหน้าของผมได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของผมแต่อย่างใด วันนี้ที่ชานชาลาก็เช่นกัน เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้แต่ชะเง้อมองหา แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของรุ่นพี่อนาสตาเซีย…

รอจนใกล้เวลารถไฟออกจากชานชาลานั่นล่ะ พวกผม เดย์ชา อัลก้าร์ และลีโอถึงค่อยรวมตัวกันได้ครบ พวกเราเลือกห้องโดยสารว่างได้ห้องหนึ่งและเริ่มพูดคุยหยอกล้อกันหลังจากเก็บสัมภาระแล้ว

เมื่อไม่เห็นรุ่นพี่อนาสตาเซียที่ชานชาลา ผมก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา อันที่จริงช่วงก่อนปิดเทอมที่ผ่านมาไม่นาน ผมบังเอิญมีโอกาสได้สอนไวโอลินให้รุ่นพี่อนาสตาเซียในห้องเรียนเก่าห้องหนึ่งซึ่งผมเรียกมันว่า ‘ห้องแห่งความลับ’ และได้รับรู้เรื่องที่เธอมีปัญหากับคนที่คบกันอยู่ ตั้งแต่นั้นรุ่นพี่อนาสตาเซียก็ดูเศร้าลงจนผิดตา แม้ตลอดช่วงปิดเทอมผมจะเขียนจดหมายไปคุยกับเธอบ่อยๆ แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้ความรู้สึกอยากเจอหน้าเจ้าตัวลดลงเลยสักนิด

…อยากเจอ…อยากเห็นหน้าให้เร็วขึ้นสักนิดก็ยังดี…ผมอยากเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเธอ… และหวังเล็กๆว่าเธอสามารถกลับมายิ้มอย่างสดใสได้อีกครั้งแล้ว… หลังรถไฟออกจากชานชาลาได้ไม่เท่าไหร่ ผมเลยขอปลีกตัวออกมา อ้างกับเพื่อนๆว่าจะไปตามหารถเข็นขายขนมและเครื่องดื่ม

ผมเดินช้าๆไปตามทางเดิน ตาก็แอบชำเลืองมองเข้าไปในห้องโดยสารทีละห้องๆ

“ว้ายยย!!”

เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังมาจากโบกี้ถัดไป ทำเอาผมใจหล่นวูบทันทีด้วยความที่ผมรู้ว่าเจ้าของเสียงร้องนั้นคือใคร สัญชาตญาณพาสองเท้ารีบวิ่งไปทางต้นเสียง พอเข้าไปใกล้ก็เห็นคนที่ผมตามหายืนตกใจอยู่ในห้องโดยสารห้องหนึ่ง

“อนาสตาเซีย! มีอะไรครับ?!”

ผมถามอย่างร้อนรน ขาก็ก้าวพรวดเข้าไปในห้องโดยสารนั้นทันที

พอหันหน้ามองตามนิ้วของเธอที่ยังสั่นกึกๆชี้ไปทางที่นั่ง ก็เห็นเจ้าก้อนสีดำดูน่ากลัวบนเก้าอี้ของห้องโดยสาร ซึ่งตอนแรกไม่ทันสังเกตเห็นเพราะอีกคนบังอยู่ พอได้เห็นเท่านั้นแหละมือของผมก็เย็นวาบ และเป็นฝ่ายผงะตกใจเสียเอง

ผมรีบดึงมือรุ่นพี่อนาสตาเซียมาหลบด้านหลัง อีกมือหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาเตรียมพร้อม แล้วขยับเท้าเข้าไปหาวัตถุลึกลับนั่น ผมพยายามใช้ปลายไม้กายสิทธิ์เขี่ยๆผ้าดำที่คลุมส่วนหัวของร่างลึกลับบนเก้าอี้ออกเพื่อดูให้ชัดว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่

!!เฮือก!!

ร่างที่ดูไร้วิญญาณเมื่อครู่โผเข้าคว้าปลายไม้ของผมได้ก็กระชากทั้งผมและไม้เข้าหาตัว มันลุกพรวดขึ้นยืน เรียกเสียงร้องว้ายดังลั่น!

เอ่อ…ไม่ใช่เสียงผมหรอกครับ เสียงร้องที่ว่าเป็นของรุ่นพี่อนาสตาเซียซึ่งยืนอยู่ด้านหลังผมต่างหาก เธอรีบหลบไปหลังบานประตูทันที ปล่อยให้ผมยืนรับหน้าเจ้าร่างดำๆนั่น

สารภาพเลยว่าผมก็แทบจะกระโดดตามออกไปจากห้องนี้เหมือนกัน แต่ติดที่ปลายไม้กายสิทธิ์อีกด้านถูกเจ้าร่างลึกลับนั่นจับยึดไว้แน่น ก็นี่มันไม้กายสิทธิ์ของปู่ทวดผมเลยนะ!! ผมจะยอมให้ใครมาเอาไปง่ายๆได้ไง!! และที่สำคัญเลือดในกายผมตอนนี้ก็สูบฉีดแรงจนรู้สึกมึนหัวเหมือนจะวูบเอาให้ได้ จนไม่กล้าเสี่ยงขยับตัวเร็วๆด้วยแหละ

เจ้าก้อนโล้นๆสีดำที่ดูคล้ายส่วนหัวของร่างลึกลับขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าของผม

…จุมพิตผู้คุมวิญญาณ?!!…

ความคิดแรกดังขึ้นพร้อมเรื่องราวความน่ากลัวที่เคยอ่านมาจากหนังสือแล่นเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ

ไม่!! ผมไม่อยากมีจูบแรกกับเจ้านี่!! แถมยังต่อหน้ารุ่นพี่อนาสตาเซียอีก!!

และถ้านั่นไม่ใช่ประเด็น ผมยังไม่อยากตายที่นี่ด้วย!!

ผมรีบเรียกสติตนเองให้วิ่งหนีไป หากแต่ช้าเกินไปเสียแล้ว ร่างกายของผมตกใจกลัวจนแข็งทื่อ ขาทั้งสองข้างไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองคำสั่งใดๆจากผมอีกราวกับมันเป็นขาของคนอื่น ลมหายใจของผมกำลังจะขาดห้วง มันเป็นความพรั่นพรึงเมื่อได้เผชิญหน้ากับความตายเป็นครั้งแรกของผม…และในนาทีที่คิดว่าผมกำลังจะได้รับจุมพิตจากผู้คุมวิญญาณ…

“ว้ากกกกกกกกกก!!!!!”

ร่างเบื้องหน้ากลับจู่โจมผมด้วยเสียงว้ากดังลั่น กระแทกอัดเต็มหน้าด้วยพลังงานไม่รู้กี่เดซิเบล ตามด้วยเสียงหวีดร้องจากหญิงสาวด้านหลังที่แทบจะมากันเป็นลูกคู่ จนผมนึกว่าตัวเองถูกผงฟลูวาร์ปไปอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ตวงเฮฟวี่เมททอลวงใดวงหนึ่งซะแล้ว

วินาทีนั้นผมไม่คิดอะไรอีก รีบกระชากไม้กายสิทธิ์กลับมาร่ายคาถาอะไรก็ได้ที่แวบเข้ามาในหัว

“ร…ระ…ริดดิคูลัส!!”

ทันทีที่มีแสงพุ่งออกจากปลายไม้ ก้อนดำๆตรงหน้าก็ดูคล้ายจะเป็นผู้เป็นคนขึ้น ส่วนหัวของมันเปลี่ยนจากผ้าดำเป็นผ้าขนหนูลายหมีพูห์ และถูกผูกห้อยระโยงระยางเต็มไปด้วยลูกโป่งสวรรค์หลากสี

…นั่นคือสภาพที่ผมเห็นก่อนที่ขาทั้งสองข้างของผมจะอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น หัวสมองของผมว่างเปล่าเหมือนจะหน้ามืด แต่ก็อดฟื้นขึ้นมามีสติอีกครั้งไม่ได้เพราะสะดุ้งสุดตัวไปกับเสียงหวีดร้องของผู้คุมวิญญาณ หรือเรียกให้ถูก คือเสียงแหกปากร้องลั่นด้วยน้ำเสียงสะดิ้งซึ่งน่าจะเป็นของเด็กผู้ชายที่ดังลอดออกมาจากใต้ผ้าขนหนูลายหมีพูห์ผืนนั้น หลังจากเจ้าตัวประหลาดนั่นหันไปเห็นสภาพน่ารักน่าชังของตัวเองในกระจกบนผนัง

“ทุกคนหยุดค่ะ!!”

รุ่นพี่อนาสตาเซียดูจะมีสติก่อนใครเพื่อน เธอร้องห้ามทัพก่อนก้าวเข้ามาช่วยประคองผมให้ลุกขึ้นนั่งดีๆบนเก้าอี้

เจ้าลูกโป่งแฟนตาซีแมนปิดปากฮึ้บทันทีที่ได้ยินเสียงดุ เขาหันกลับมามองรุ่นพี่อนาสตาเซียและผม พร้อมดึงผ้าขนหนูที่คลุมหน้าตัวเองออก เผยให้เห็นโฉมหน้าของเด็กนักเรียนผมดำไฮไลท์สีเขียวดูแปลกตา

“เฮ้ย! นายอ่ะ ทำอะไรเนี่ย นี่มันชุดเก่งของฉันเลยนะ”

เด็กหนุ่มตรงหน้าโวยวายด้วยสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้คนที่เหลือถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

รุ่นพี่อนาสตาเซียเป็นคนหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาร่ายคาถาให้ชุดอีกฝ่ายกลับมาตามเดิมก่อนจะกล่าวขอโทษแทนผมที่ยังคงอยู่ในสภาพไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าและพูดอะไรไม่ออก

“ขอโทษด้วยค่ะ ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้… ตอนแรกฉันแค่ตกใจคุณน่ะ พอดีว่า…เอ่อ…ชุดนอนของคุณดูจะน่ากลัวไปหน่อย มันเหมือนหลุดมาจากหนังสยองขวัญ ฉันก็เลยเผลอกรี๊ด เคเลบได้ยินฉันเลยวิ่งมาดูน่ะค่ะ”

รุ่นพี่อนาสตาเซียยิ้มแห้งๆให้เจ้าเด็กประหลาดตรงหน้าระหว่างพยายามอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

“ถ้ายังไงทางนี้ก็จะระวังให้มากกว่านี้ ส่วนทางนั้นรบกวนเปลี่ยนการแต่งตัวให้ดูน่ากลัวน้อยกว่านี้ก็ดีค่ะ ฉันกลัวเด็กปี 1 มาเห็นเข้าแล้วจะยิ่งวุ่นวายไปใหญ่ เด็กๆอาจจะเสียขวัญได้น่ะ”

หลังจากกล่าวตักเตือนฝั่งนู้นแล้ว รุ่นพี่ก็หันมาทางผม

“ส่วนเคเลบคราวหน้าไม่วิ่งบนระเบียงทางเดินนะคะ แล้วก็อย่าเอาไม้ออกมาชี้คนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าด้วยค่ะ มันอันตรายนะ”

สุ่มสี่สุ่มห้า?!!

ผมเถียงด้วยเสียงสูงปรี๊ด ทว่าทำได้แค่เถียงในใจ มองในมุมผมแล้วนี่มันเข้าข่ายป้องกันตัวชัดๆ แน่ล่ะถ้าหมอนั่นไม่กระชากไม้กายสิทธิ์ในมือผมก่อน และไม่ร้องเสียงน่ากลัวใส่ จนดูเป็นตัวอันตรายขนาดนั้นล่ะก็ จู่ๆมีเหรอที่ผมจะเที่ยวเอาไม้กายสิทธิ์ออกมาร่ายคาถาใส่ใคร แล้วไอ้ที่ทำไปก็เพราะ…

ผมเก็บกลืนคำว่า ‘เป็นห่วง’ กลับลงไปในอกที่ปวดแปลบขึ้นมาดื้อๆ มาโดนดุเอาแบบนี้ผมก็หน้ามุ่ยด้วยความน้อยใจ

“…ไม่มีอะไรละ งั้นขอตัวล่ะครับ”

ผมหลุบตาลงไม่ยอมสบตาคนทั้งคู่ และลุกเดินหนี ก่อนออกจากห้องผมลอบมองหน้าเจ้าหมีพูห์แมนไว้อีกครั้ง ถึงแม้จะแน่ใจว่าผมคงจำหน้าหมอนี่ได้ติดตาไปจนวันตายแล้วก็เถอะ ก็ผมสีสาหร่ายกลายพันธุ์แบบนั้น มันลืมได้ง่ายๆซะที่ไหน

“เชิญครับ ชิ่วๆ ครับ”

เจ้าตัวต้นเรื่องโบกมือไล่ผมอย่างเย้ยๆ ก่อนหันไปเล่นหูเล่นตากับรุ่นพี่อนาสตาเซีย แถมยังเสแสร้งทำท่าทางสำนึกผิดจนน่าหมั่นไส้

“ อ้า~ ผมเองก็ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้ตกใจ พอดีว่าแสงมันแยงตา ผมก็เลยเอาผ้ามาคลุมหน้า ไม่ได้ตั้งใจจริงๆครับ”

ไม่พูดเปล่าหมอนั่นยังคว้ามือรุ่นพี่อนาสตาเซียขึ้นมา แล้ววางมืออีกข้างประกบลูบไล้หลังมือเธอไปด้วยแบบเนียนๆ เล่นเอาผมซึ่งตอนแรกตั้งใจจะเดินหนีไปไกลๆเบรกกึก ผมหยุดยืนมองอีกฝ่ายจากตรงหน้าประตูห้องโดยสาร ส่งสายตาเย็นชา และแผ่รังสีอำมหิตใส่ ชักรู้สึกหงุดหงิดและไม่ชอบหน้าเจ้าหนุ่มนี่ขึ้นมาทุกทีจนรู้สึกร้อนไปทั้งใบหน้า

“ไม่เป็นไรค่ะ อ้อ ฉันอนาสตาเซีย เวนเดลล์ปี 5 ค่ะ”

รุ่นพี่อนาสตาเซียค่อยๆชักมือออกอย่างสุภาพ แต่อีกฝ่ายยังคงตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่เลิก

“อเล็กซานเดอร์ โอ๊คเบลล์ ปี 5 คร้าบ แหม่ จริงๆปีที่แล้วเราก็เรียนด้วยกันตั้งหลายวิชา ยิ่งคนน่ารักอย่างเธอฉันยิ่งจำได้แม่น!เลย”

ฝ่ายถูกชมส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่หรอกค่ะ ที่นี่คนน่ารักเยอะออก คุณอาจจะจำผิดคนก็ได้ ”

“ม่ายๆ ไม่ผิดแน่นอน เธอน่ารัก แล้วก็ฉลาดมากอ่ะ เห็นเธอตอบคำถามศาสตราจารย์แต่ละที ฉันแบบว้าว! เธอกินอะไรเป็นอาหาร จริงๆนะ อยากขอให้มาติวหนังสือให้บ้างจัง”

บทสนทนาของทั้งคู่ลื่นไหลไปอย่างสนุกสนาน ไอ้เจ้ารุ่นพี่ขี้หลีนี่ดูจงใจยั่วโมโหผมซะเหลือเกิน เขาป้อยอชมรุ่นพี่อนาสตาเซียไม่ขาดปาก ใช้คำพูดคำจาออดอ้อนสารพัดเพื่อขอนัดติวหนังสือกัน และบ่อยครั้งที่หมอนั่นปรายตามายิ้มเยาะเย้ยผมซึ่งยืนรากงอกเป็นรูปปั้นแม่มดตาเดียวอยู่ตรงประตูห้องโดยสารไม่ได้ขยับไปไหนไกลอย่างที่ตั้งใจไว้ทีแรก

ผมยืนกอดอกรับการท้าทายของอีกฝ่าย ใจจริงคืออยู่เพื่อให้แน่ใจว่าหมอนี่จะไม่ทำอะไรรุ่มร่ามกับรุ่นพี่อนาสตาเซียของผม และกะจะรอเดินไปส่งเธอที่ห้องโดยสาร แต่รอจนแล้วจนรอดทั้งคู่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบการสนทนากันสักที จนวกมาที่บทสนทนาประเด็นเรื่องภาพลักษณ์ของเด็กแต่ละบ้าน…

“คนอื่นชอบคาดหวังกันไปเอง…พวกเราก็มีหลากหลายรูปแบบค่ะ ก็เหมือนกับที่สลิธีรินเองก็มีคนหลากหลายประเภทถูกไหมคะ?”

“บางประเภทก็ไม่ค่อยน่ายุ่งด้วยครับ”

ผมพูดขัดขึ้นเมื่อได้โอกาสอย่างคันปาก หลังจากอดรนทนฟังมานาน

“อะ…คุณยังอยู่?”

รุ่นพี่อนาสตาเซียหันกลับมามองเหมือนเพิ่งรับรู้ถึงการมีอยู่ของผม ก่อนจะหันกลับไปทันทีที่หมอนั่นเริ่มจ้ออีกครั้งอย่างไม่ใส่ใจผมนัก…

…และนั่นคงเป็นฟางเส้นสุดท้าย…

ผมตัดสินใจเอ่ยขอตัวอีกครั้งอย่างหงุดหงิดด้วยรู้ว่าไม่มีใครแยแสสนใจ…ในเมื่อสำหรับพวกเขาผมแทบจะเป็นอากาศธาตุอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ต้น…

…มันไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่ผมไร้ตัวตนในสายตาของรุ่นพี่อนาสตาเซีย…

…ที่ร้ายไปกว่าก็คือ…ผมรู้ดีว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ผมก็ยังเป็นได้แค่คนรู้จักที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆกับเธออยู่ดี…

…………………………………………………

ผมทิ้งสองคนนั้นไว้ในห้องโดยสาร แต่อารมณ์ในตอนนี้ทำให้ยังไม่อยากกลับไปเจอหน้าเพื่อนๆสักเท่าไหร่ ผมเลยเดินหนีมานั่งคนเดียวในห้องโดยสารว่างๆที่ตู้ท้ายขบวน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่เลยระบายอารมณ์เอากับกบช็อคโกแลตที่ซื้อมาจากรถเข็นขายขนมที่เจอตรงทางเดิน กำลังรังแกกบช็อคโกแลตอย่างก้าวร้าวอยู่เลยตอนที่ได้ยินเสียงอีกฝ่ายทักมา

“หงุดหงิดที่ฉันดุเหรอคะ?”

“……….”

ด้วยไม่รู้จะตอบว่าไร ผมเลยจัดการยัดเจ้ากบช็อคโกแลตที่กำลังดิ้นด่อกแด่กคาปากเข้าไปให้หมดทั้งตัวก่อน

รุ่นพี่อนาสตาเซียเดินมานั่งข้างๆผม และยิ้มขำมองมา

แม้แต่ตอนนี้บรรยากาศที่อีกฝ่ายเข้ามาทักผมก็ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากแม่เดินมาคุยกับลูกชายที่พึ่งโดนพ่อเฉ่งไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง คำพูดหรือสายตาคู่นั้นซึ่งมองมาที่ผม ผมได้แต่ระบายลมหายใจออกยาวๆ เริ่มรู้สึกหนักอึ้งในอกอีกครั้งอย่างบอกไม่ถูก

“…มาทำอะไรตรงนี้ครับ?”

“มาดูเด็กขี้งอนค่ะ” หญิงสาวพูดขำๆ “ฉันทำตามหน้าที่ คงไม่ว่ากันนะคะ?”

ผมหลุบตาลงมองฝ่ามือตนเองกลืนก้อนจุกในลำคอลงไปเงียบๆ คำพูดของอีกฝ่ายฟังแล้วรู้สึกเหนื่อยจนอยากจะถอนหายใจอีกสักหลายๆรอบ…เหนื่อย…จนบางครั้งก็นึกขี้เกียจจะหายใจเข้าขึ้นมา…เพราะรู้ว่ายังไงเดี๋ยวก็ต้องถอนหายใจออกมาอีกวนซ้ำๆไปมาเหมือนอย่างตอนนี้

“…ครับ…แต่ถ้ามีอะไรแบบนี้อีก ฉันก็จะทำแบบเดิมนั่นแหละ…ถูกเธอว่าไม่ได้เจ็บอะไรเท่ากับมีอะไรร้ายๆเกิดกับเธอหรอก…บางทีถ้าเธอจะเข้าใจที่ฉันรู้สึกบ้างน่ะนะ อนาสตาเซีย”

ผมระบายความในใจที่ติดค้างอยู่ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แอบหันไปมองคนข้างๆแวบนึง ค่อยหลบตากลับมามองฝ่ามือตัวเองใหม่อีกครั้งราวกับว่ามีอะไรน่าสนใจเสียเต็มประดาบนนั้น

“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ”

อีกฝ่ายเอ่ยขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม เธอเอื้อมมือมาแปะหลังมือของผมเบาๆ

“แต่ถ้าไม่ได้โกรธฉันก็โล่งใจค่ะ ถ้างั้นฉันขอตัวไปตรวจต่อก่อนนะคะ”

“……..…”

…มีแค่เท่านี้…

…รอยยิ้มของเธอซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยรู้สึกว่ามันอบอุ่นสดใส เวลาได้แอบมองจากที่ไกลๆ ทั้งๆที่มันเป็นรอยยิ้มที่เธอมอบให้คนอื่นด้วยซ้ำ จนวันที่ได้รับรอยยิ้มนั้นจากเธอ เป็นรอยยิ้มที่เธอมอบให้ผม มองตรงมาที่ผม…ความรู้สึกดีใจที่เคยมี มาวันนี้รอยยิ้มของเธอกลับไม่เพียงพอต่อหัวใจผมไปเสียแล้ว

ผมรู้ว่ารุ่นพี่อนาสตาเซียมองผมเป็นเพียงรุ่นน้องคนหนึ่ง เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ทั้งที่อายุของผมกับเธอห่างกันแค่สองสามปีเท่านั้น และนั่นเป็นเหตุผมที่ผมดื้อแพ่งเรียกเธอแค่ชื่อตั้งแต่รู้จักกันมา ผมเรียกแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ เพียงเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่กว่า แต่ทั้งหมดนั่นกลับไม่ช่วยอะไรเลย

…ในขณะที่ผมจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกมากมายแต่อีกฝ่ายกลับไม่เคยรับรู้…

…มีแค่ผมคนเดียวที่ต้องหลบสายตาทุกครั้งที่มองกันใกล้ๆ

…มีแค่มือของผมที่เย็นและชื้นจากความตื่นเต้นเวลาจับกัน

หัวใจผมถูกฉุดให้ลิงโลดทุกครั้งที่อีกคนดีด้วย แล้วก็เหมือนกับถูกบีบแรงๆ ทุกครั้งที่อีกฝ่ายแสดงออกว่ามองผมเป็นแค่รุ่นน้องคนหนึ่ง

ถึงแม้จะได้ยืนอยู่ใกล้ๆ… ถึงแม้จะเคยได้เดินจับมืออีกฝ่าย แต่ความรู้สึกที่มันอัดแน่นจนแทบระเบิดในอกผมก็ไม่เคยส่งไปถึงอีกคนเลย

ทั้งที่ดวงดาวของผมอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือถึง แต่ทำไม…ผมถึงยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนแหงนหน้ามองเธอจากที่ไกลๆไม่เคยเปลี่ยน จนบางครั้งก็ทำให้หนาวเหน็บและอ้างว้าง ผมรู้สึกตัวเล็กไม่ต่างจากฝุ่นผงเล็กๆบนพื้นดินอันไร้ค่าใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่

…ยิ่งใกล้ ยิ่งนาน ก็ยิ่งรู้…ว่าช่องว่างระหว่างเธอกับผม ไม่เคยลดน้อยลงจากวันที่ผมมองดูเธอที่หอดูดาวเลย…

…แต่ถึงแบบนั้น…

…ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก…

ผมคว้าข้อมืออีกคนไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะลุกไป แรงมือของเด็กผู้ชายคนหนึ่งยังคงเพียงพอจะดึงรั้งเด็กสาวร่างบอบบางกว่าเข้ามาหาได้ไม่ยากนัก กลีบปากสวยได้รูปของอีกฝ่ายอยู่ใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของกันและกัน

ผมโน้มตัวลงไปหา…

ผมน่ะ…ตอนนี้คงสูงกว่าคนตรงหน้าบ้างแล้ว ไม่รู้ว่าเธอจะสังเกตเห็นไหม…แล้วอนาสตาเซีย…เธอเคยนึกเอะใจบ้างไหม ว่าผู้ชายตรงหน้าเธอตอนนี้ ไม่ใช่เด็กที่เอาแต่คิดเรื่องเที่ยวเล่นซุกซนไปวันๆอีกต่อไปแล้ว…

ริมฝีปากของผมเคลื่อนไปใกล้แต่สุดท้ายก็หยุดตรงที่เหลือระยะห่างเพียงนิด ผมช้อนตาขึ้นสบกับอีกฝ่าย ถึงมันจะยาก แต่ผมก็เลือกจะหักห้ามใจ เพราะผมไม่เคยคิดจะช่วงชิงสัมผัสอันไร้หัวใจ เมื่อความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกระหว่างคนสองคน ผมก็เลือกจะยอมอดทนรอ… รอคำตอบจากอีกฝ่าย…

ดวงตาสีฟ้าเทาของเธอเบิกโพลงด้วยความตกใจ ก่อนที่มือเล็กจะผลักอกผมออกเต็มแรงแล้วถอยกรูดไปติดประตู

“เคเลบ! แบบนี้ไม่เล่นนะคะ!”

…แล้วผมก็ได้รับคำตอบสมใจ…คำตอบที่รู้อยู่แล้ว…

ผมโดนผลักออกไปชนพนักพิงด้านหลังก็ปล่อยมือ และเป็นฝ่ายลุกขึ้นเสียเอง…ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลออกมาราวกับเลือดที่ทะลักออกมาจากบาดแผล…

…ความรู้สึกมากมายจนเกินกว่าคนๆนึงจะรับไหว…ทั้งหมดนี่…

“…มันไม่แฟร์นี่…ถ้าคนที่ต้องรู้สึกมีแค่ฉันคนเดียว…”

พูดจบผมก็ก้าวเท้าออกจากห้องโดยสารนั้นกลับไปยังทางเดิน ผมไม่ได้สบตาอีกฝ่ายเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะรับมือแววตาของเธอได้ ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มันจะเป็นแววตาของความเกลียดชัง ความหวาดระแวง หรืออาจจะเป็นแววตาที่มองมาด้วยความสงสาร หรือไม่ก็สมเพช แต่ผมไม่อยากรับรู้…

เพราะผมได้เลือกไปแล้ว เพื่อแลกกับเสี้ยวโอกาสของความเป็นได้ ขอโอกาสเพียงนิดที่ขยับเพิ่มขึ้นจากศูนย์ ให้เธอมองผมอย่างผู้ชายคนหนึ่ง

…แล้วความเจ็บปวดต่อจากนี้ไป…ผมจะรับมันไว้เองด้วยความเต็มใจ…

===  To Be Continue ====

hw02_one-route

Advertisements

7 thoughts on “[EHW] HW-02 /2016 : One Route with School Mate

  1. Leolin เคเลบนายนอกใจเราไปหาเขา ได้ยังไง เรารอนายมากี่สิบปี!!! งานดีขึ้นอะ ดูตั้งใจทำมาก คิดถึงผปคน้อๆๆๆ

    Liked by 1 person

  2. อะยัย! 5555 นายรอเราตะมัย เราก็ไปหาอยู่เนืองๆนะ 5555 ขอบคุณนะคับ ตั้งใจทำแต่ก็ยังมีอะไรที่ต้องหัดอีกเยอะเลย ไว้เดี๋ยวชาร์จแบตก่อนน้าจะกลับไปเล่นด้วย

    Liked by 1 person

  3. ขอโทษนะคะ โอยยยยยย น้องน่ารักมากเลย น่ารักกกกก ชอบมากกค่ะแงงงงงงงงงงงงง
    เรา เราชอบการบรรยายมากเลยค่ะฟฟฟ ช่วงแรกๆนี่เห็นภาพบรรยากาศลอยมาเลย ตื่นเต้นด้วยเหมือนกันนะ55
    แล้วยิ่งตอนท้ายในบทนำนั่นอีก โฮฮ สายตาที่มองหาบางคน เขินแทนเลยค่ะอ่ากกก

    พออ่านมาเรื่อยๆแล้วก็แบบ โงยยยยยยยยย//////// ชอบจังเลยค่ะฟฟฟฟฟฟฟฟ
    การบรรยาย การเปรียบเทียบกับดวงดาว เราชอบดาวแงงงงง ดูอ่อนโยนในคำพูด

    “มันเป็นเรื่องแปลกดี ที่ได้รู้ว่าดวงตาและสมองของมนุษย์เล่นตลกกับเราได้ขนาดไหน”

    แล้วก็ชอบประโยคด้านบนนี้มากเลยค่ะ ; q ; ) บอกไม่ถูก รู้สึกว่าน้องมีความคิดที่เป็นหลักดี เหมือนปรัชญาชีวิตที่ทำให้ฟังแล้วต้องขบคิด งั่กก /ถ้ารซได้ยินประโยคคงต้องชอบเหมือนกันแน่เลยค่ะ555

    อ่านมาเรื่อยๆแล้วปวดจัยยยย ฮือ เข้าใจนะความรู้สึกเวลาที่เราไม่อยู่ในสายตาของคนที่เราชอบเลย
    มันแบบ ก็ชอบนั่นแหละ อยากให้มองเห็นกันบ้าง อยากให้รู้ด้วย
    ตอนสุดท้ายที่น้องบอกว่ามันไม่แฟร์นี่เหมือนอารมณ์ปะทุเลยค่ะ(..) อารมณ์ว่าก็อดทน..มานานแล้ว..
    ฮือออ มีความเป็นเด็กผู้ชายมากกกกกกกก ชอบบบแงงง เราจะคอยติดตามต่อนะนายนะ! y y,, สู้ๆ มีอะไรมาปรึกษาพี่ได้– /โดนตบ

    //ว่าแต่ว่ามีทั้งฟิคทั้งคอมมิค แถมยังคอมิคสิอีก! แงงงคนขยันนน ขยันไปแล้วค่ะ!

    Liked by 1 person

    1. (,,/-\) แงงงง ผมเขินน้องเอิร์ลจังคับ ขอบคุณมากนะครับที่อ่านจนจบ และคอมเม้นท์ให้เยอะแยะเลยด้วย ได้รู้ความคิดคนอ่านบ้างก็ดีใจมากๆเลยล่ะครับ เดี๋ยวซ้อมพูดแล้วไปพูดใส่พี่รซ.มั่ง 555555 กับรุ่นพี่อนาสตาเซียเครปคุงโดนบราเธอร์โซนน่ะครับ โดนมองเป็นเด็กกว่าอยู่ตลอด จากที่มันอายไม่กล้าแสดงออก จนแสดงออก จน…orz.. ก็ยังไม่อยู่ในสายตาสาวเจ้าในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเลย เครปคุงเลยปะทุ (?) 555 ก็ประมาณนั้น ดีใจจังที่คนอ่านเข้าใจความรู้สึกเด็กน้อยของหมู่เฮา

      เราชอบจิ้มฟิค ชอบทำการบ้านถ้ามีสตอรี่หนุกๆในหัวน่ะน้า แต่ก็อยากลองหัดวาดรูปแล้วก็อยากช่วยปั่นคะแนนบ้านสลิธด้วยน่ะฮับเลยลองสู้ๆดูซักตั้ง #พ่นเลือดอยู่หน้าคอม 5555

      ขอบคุณมากๆอีกครั้งนะครับ สำหรับฟี้ดแบค เราจะได้พัฒนาสกิลฟิคกับการวาดต่อไปด้วย ดีใจมากๆเลยครับที่น้องเอิร์ลชอบ แหะๆ //////

      Like

  4. ตามมาโอ๋น้องเคเลบในบล็อกค่ะ โอ๋ๆๆๆ ไม่ร้องนะที่ฮัก เดี๋ยวพี่อเล็กซ์ดื่มยาสรรพรสเป็นแอนาจีนแดงไปปลอบใจ– *โดนสาป*
    ยืนยันอีกทีว่าภาษาฟิคของเซนะซังแจ่มมากเลยฮะ ถ่ายทอดความรู้สึกของเคเลบได้ทุกฉากเลย โดยเฉพาะตอนเศร้า อ่านไปอ่านมาน้องดูเป็นผู้ใหญ่กว่านังเล็กซ์อีก สะเทือนใจ 555+ ส่วนของคอมิคก็ทำได้ดีเลยนะฮะ อ่านเข้าใจง่าย ลำดับภาพไม่งงเลย เคเลบเอ๋ยสู้ต่อไปนะลูก มีปัญหาปรึกษารุ่นพี่หัวสาหร่ายคนนี้ได้เฉมอ //น้องบอกแค่หน้าตุยังไม่อยากมองเลยยย

    Liked by 1 person

    1. /มาให้ซุกซรบถึงบล็อคก็ซบสิฮะ แงงงงงง ขำแอนาจีนแดง 555555
      เขินมากเลยครับชมจนผมตัวลอยแล้วเนี่ย /////// เขียนฟิคมาส่วนใหญ่คาร์มันจะดูเศร้าๆตลอดเลยครับ ติดเขียนแนวนี้ไปแย้ววว นี่ก็ลองให้มันมีมุมขำๆบ้างอะไรบ้าง จะพยายามฝึกเยอะๆนะครับ อยากพัฒนาเย้อๆเลย \(‘0 ‘,,)/

      ขอบคุณที่อ่านจนจบและฟีดแบคให้นะครับ ดีใจมากๆเลยที่ได้ฟังความรู้สึกจากคนอ่าน แหะๆ ยังเขินอยู่เลยที่อเล็กซ์ทักมา ไว้…เปิดรูททะเลาะกันต่อนะครับ #ปรึกษาคืออะไร… #เครปมองเจ้าสาหร่ายด้วยสายตาเย็นชา #… 55555

      แล้วมาเล่นกันอีกนะครับ อิอิ

      Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s