[Event] · [Fic] · [RP] · [Sethce] · [Side Story]

[RP] Side Story 01 : “ข้าคือ…” Part 2: มันคือ..ฝันร้าย..

Fiction นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

RP Banner

สังกัด

LV Banner

**********************************************************

Word count : ประมาณ 3,835 คำ

Characters : เซธเซ่

Author’s Note : ลองตัดฉับๆ แบ่งพาร์ทดูใหม่ให้เนื้อเรื่องดูน่าติดตามขึ้นนิดนึง ไม่รู้ช่วยไหม 555 อันนี้เป็นการนำผลงานเก่า “ข้าคือ” จากคอมมูเดิม มารีไรท์ใหม่นะคะ

** ยังคงขอย้ำนิด ว่าจากเดิมเป็นฟิคค่อนข้างยาวหลายพาร์ทอยู่ พอมาตัดแบ่ง บางฉากอาจงงๆว่ามีมาทำไม ถ้าอ่านครบจนจบ หลายๆฉากที่ว่าจะมีสตอรี่เล่าเรื่องบางอย่างอยู่น่ะค่ะ ซึ่งจะค่อยๆต่อเนื่องคลี่คลายกันไปเรื่อยๆเอง อาจจะงงๆนิดหน่อยในช่วงแรก เพราะเดินเรื่องแบบนึกย้อนกลับไปกลับมาในอดีตบ้าง ปัจจุบันบ้าง หวังว่าจะไม่สับสนจนเกินไปน้า

แล้วก็เล่าเรื่องสลับ ระหว่างมุมมองคนเล่าเรื่อง กับมุมมองตัวละครเอง ไม่รู้ว่าอ่านแล้วจะขัดๆไหม ถ้าอ่านแล้วมีคอมเม้นท์แนะนำตรงไหนก็ยินดีนะคะ ขอบคุณที่อ่านด้วยค่ะ ^^

Last Edit : 2017.01.03

ขอแปะภาพประกอบของเวบข้อมูลคอมมูเพื่อให้ผู้อ่านทำความเข้าใจโลกของเซธได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ

map-test02

Credit : คอมมู Rising Pirates >> http://piratesnewworld.hol.es/world/

…………………………………………………………………………

[RP] Side Story 01 : “ข้าคือ…”

Part 2 : มันคือ..ฝันร้าย..

การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนเรือเอเดรี่ยนในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผมเกือบลืมความรู้สึกตอนที่ถูกแม่ฉุดลากมาทิ้งไว้ที่ห้องใต้ท้องเรือลำนี้ได้แล้ว แม้จะยังฝันถึงมันบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็น้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงแรกๆที่ผมมาอยู่บนเรือนี่ ภาพในความฝันเริ่มลางเลือนจนผมไม่แน่ใจว่า ถ้าได้เจอแม่อีกครั้ง ผมจะจำเขาได้ไหมด้วยซ้ำ แต่ที่ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยก็คือ…ครั้งที่สองที่ผมถูกฉุดลากลงมายังห้องเก็บสินค้าของเรือลำนี้…มือที่กุมข้อมือผมแน่นจนชื้นเหงื่อในคราวนี้กลับเป็นมือของพ่อ…

ริมฝีปากบางใต้หนวดซึ่งเคยปรากฏรอยยิ้มอยู่เสมอของพ่อ บัดนี้ถูกเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงบางเฉียบ เหงื่อชื้นผุดซึมเต็มใบหน้าซึ่งดูเคร่งเครียดมากจนน่ากลัว แต่ผมกลับไม่หลงเหลือความรู้สึกหวาดกลัวสิ่งใดแม้แต่น้อย…นั่นเพราะ…ผมกำลังสติแตก…

“อึ่ก…ปล่อยข้า! ท่านพ่อ! ฮือออ…ฮือออ…ปล่อยยยย!! ข้าจะไปช่วยลุงเดรก! อึ่ก! ปล่อยข้า! ข้าจะไปช่วยลุงเดรกม่าาา!!!”

ผมดิ้นรนส่งเสียงร้องขอดังก้อง หากแต่พ่อไม่ยอมเสียเวลาอันมีค่าแม้แต่วินาทีเดียวเพื่อหยุดฟัง….

.

.

…………………………………………

ลุงแดรก หรือแดรกม่า คือนายช่างใหญ่หน้าโหดประจำเรือเอเดรี่ยน เขามีหนวดขาวเฟิ้มอยู่เหนือริมฝีปาก ซึ่งมักจะเหยียดตัวเป็นรูปโค้งคว่ำ ส่อความบึ้งตึงราวกับไปทะเลาะกับใครมาอยู่ตลอดเวลาจนเป็นเอกลักษณ์

ลุงแกเป็นพวกไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ในขณะที่พ่อและลูกเรือคนอื่นๆเอ็นดูผมอย่างออกหน้าออกตา ลุงแดรกกลับเป็นคนเดียวที่มักออกปากไล่ เวลาที่ผมเข้าไปเล่นวุ่นวายใกล้ๆบริเวณที่เขาทำงานอยู่ แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ผมได้เรียนรู้การเหลาไม้เข้าลิ่มจากเขา ได้เรียนรู้การตอกตะปู การทาสี และงานช่างอื่นๆมากมาย

…รอยยิ้มหยันอันคุ้นตาที่มักซ่อนอยู่ใต้หนวดขาวเฟิ้ม บัดนี้ถูกกลบด้วยสีแดงฉานจากลิ่มเลือดซึ่งเขากระอักออกมา ก่อนร่างใหญ่กำยำซึ่งนั่งพิงกาบเรืออยู่จะเอนล้มลงไปกองกับพื้นเรือโดยมีดาบโค้งปักเสียบอยู่ที่กลางอก…

ผมยกหลังมือปาดหยดน้ำบ้าๆ ต้นเหตุที่ทำเอาดวงตาพร่ามัวออก เพื่อต้องการจะเก็บภาพมันทุกผู้ ซึ่งบังอาจเหยียบย่ำลงบนชีวิตของผู้คนที่ผมรัก และเรือที่ผมรัก

ผมก้มลงกระชากดาบโค้งยาวที่ปักอยู่กลางหลังของโจรสลัดร่างหนึ่งมากุมไว้แน่น แม้เด็กหนุ่มอายุ 16 อย่างผมจะยังอ่อนประสบการณ์ในการใช้เจ้าสิ่งในมืออยู่มาก แต่ความมุ่งมาดที่จะใช้มันในตอนนี้กลับลุกโชนด้วยความคลั่งแค้น

รสชาติของการได้ฆ่าคนเป็นครั้งแรก…ไม่ก็ถูกฆ่าตายราวหมดปลวกของผม ถูกพรากไปอย่างรวดเร็ว ด้วยมือของพ่อที่เข้ามาฉุดกระชากข้อมือของผม แล้วพาลากลงไปยังท้องเรือ…

.

.

…………………………………………

“เจ้าเข้าไปซ่อนในลังไม้นี่! เร็วเข้าเซธเซ่! แล้วอย่าออกมาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น! ได้ยินไหมเซธเซ่ เจ้าต้องฟังพ่อนะ! ได้ยินไหม!”

สองมือแกร่งของพ่อจับบ่าทั้งสองข้างของผมเขย่าอย่างแรงเพื่อเรียกสติ

“…ถือเป็นคำสั่งของกัปตัน เซธเซ่! …และถือเป็น…คำขอร้องจากข้าในฐานะพ่อ!”

ผมซึ่งได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง หูอื้อด้วยความโกรธและคลั่งแค้น ถูกพ่อบังคับจับนั่งในลังเปล่าแล้วตอกปิดทันที และถูกดันไปรวมกับลังสินค้าอื่นๆซึ่งวางเรียงกันอยู่

ลังไม้อันเป็นที่ซ่อนตัวของผมไม่ได้ทึบนัก มันมีช่องระหว่างแผ่นไม้ที่เรียงตัวกันอยู่ให้พอหายใจได้สะดวก แต่สิ่งที่ทำให้ผมเกือบหยุดลืมหายใจ คือภาพฝันร้ายซึ่งผมได้เห็นผ่านร่องระหว่างแผ่นไม้นั้นในเวลาต่อมา

ภาพใบหน้าของพ่อซึ่งมองตรงมาที่ผมด้วยแววตาอันสั่นไหว ช่วงเวลาสั้นๆที่สบกันไม่ถึงอึดใจ ก่อนดวงตาซึ่งเคยปรากฏเป็นแสงสุกสว่างสดใสและเต็มไปด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่นั้นจะหรี่จนดับมอดลงไปในที่สุด

…ดาบเล่มใหญ่ปักทะลุลงกลางอกคนที่ผมเรียกเขาว่าพ่ออย่างเต็มปากมานานหลายปี…มันเป็นดาบของโจรสลัดผมทองรูปร่างสูงใหญ่ ผู้ซึ่งผมไม่มีวันลืมหน้าของมันได้ และชื่อซึ่งผมได้รู้ในเวลาต่อมาของมันก็คือ…

…เดรญ่า ชามาล…

.

.

…………………………………………

ความสุขที่ผมเคยคิดว่าหาได้ง่ายๆรอบตัวในแต่ละวัน พลันสลายไปในชั่วข้ามคืนราวกับความฝันอันยาวนาน ผมหลับๆตื่นๆอยู่ในลังไม้นั้น จนบางครั้งก็รู้สึกเหมือนใกล้จะเสียสติเข้าไปทุกที เวลาในลังไม้เหมือนหยุดนิ่ง ผมไม่รู้เลยว่าผ่านไปนานเท่าใด จากวันที่เข้ามาอยู่ในลังนี่จนถึงตอนที่โดมินโก้ พ่อค้าตลาดมืดเมืองไวท์ทาวน์มาพบผมนอนสลบอยู่ในนั้น ยังเคราะห์ดีที่คนมาพบไม่ใช่พวกโจรสลัด หากแต่โดมินโก้เองก็ออกอาการหัวเสียอย่างแรง เมื่อพบว่าเขาชวดเงินมหาศาลที่จ่ายไปเป็นค่าสินค้าแต่กลับได้มาเพียงร่างเด็กชายผอมโซในลังไม้

แม้ว่าการช่วยงานบนเรือพาณิชย์มาตลอดตั้งแต่เด็กๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อของผมแข็งแรงเท่าที่เด็กวัยรุ่นอายุ 16 ปีโดยประมาณคนหนึ่งจะมีได้ แต่ด้วยโครงร่างอย่างชาวลาเอลทั่วไปที่มักออกไปทางสูงโปร่งเพรียวบางมากกว่าจะกำยำล่ำสันมีมัดกล้ามนั้น ทำให้มักถูกประเมินศักยภาพในด้านการใช้แรงงาน และพละกำลังต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มาก แถมมักจะถูกผู้คนดูแคลน และมองเป็นไอ้พวกเหยาะแหยะอยู่เสมอๆ แต่ทว่าในครั้งนี้สิ่งนั้นกลับเป็นข้อดี เพราะมันช่วยให้ผมรอดจากการถูกนำไปค้าในตลาดค้าทาสได้ หากแต่ผมก็ยังคงต้องทำงานหนักไม่ต่างจากทาสคนหนึ่งอยู่ดี เพื่อนำเงินมาชดใช้เป็นค่าสินค้าให้กับพ่อค้าจอมเขี้ยวอย่างโดมินโก้

ทุกๆวันผมต้องทำงานให้กับร้านเหล้าแห่งหนึ่งในเมืองไวท์ทาวน์ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยเงินค่าแรงทั้งหมดของผมในแต่ละวันจะถูกจ่ายตรงเข้ากระเป๋าเงินของโดมินโก้ แม้ไม่มีเงินทองใดๆติดตัว แต่อย่างน้อย ผมก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘อิสรภาพ’…แม้ว่ามันจะหมายถึงการต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองให้ได้ด้วยก็ตาม

นอกจากเศษอาหารซึ่งทางร้านแบ่งปันให้ผมพอประทังชีวิตในแต่ละวัน โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งตั้งอยู่เกือบนอกเมืองของไวท์ทาวน์ก็เป็นอีกที่พึ่งหนึ่ง ซึ่งผมสามารถอาศัยเป็นที่กินอยู่หลับนอนได้ แม้ว่ารวมๆกันแล้วจะยังไม่มากพอจะเติมเต็มความหิวของเด็กหนุ่มวัยกำลังเติบโตเช่นผมได้ก็ตาม…

ผมตื่นขึ้นมาในยามเช้า และทำงานอย่างหนักด้วยร่างกายอันผอมโซจนแทบแตกดับ ก่อนจะหลับใหลไปในยามวิกาลวนเวียนวันแล้ววันเล่า…หัวสมองเมื่อขาดสารอาหารนานๆมันก็หยุดที่จะคิด…

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ผมหยุดคิดถึงความใฝ่ฝันที่มีในวัยเด็ก… ความฝันที่จะออกเรือเสาะหาสิ่งของแปลกๆจากซีกโลกหนึ่ง เพื่อไปมอบให้กับผู้ซึ่งต้องการมันในอีกซีกโลกหนึ่ง… เมื่อไม่มีสิ่งใดเป็นของตนเองอีกต่อไป ความใฝ่ฝันนั้นก็ดูห่างไกลออกไปทุกที…ทุกที…

…ชีวิตที่ไม่รู้ว่าจะมีพรุ่งนี้ไปทำไม ชีวิตที่ไม่เหลืออะไรบนโลกใบนี้ให้อาวรณ์…มีเพียงซากร่าง และลมหายใจที่ไร้ความหมายที่ยังคงอยู่ไปวันต่อวัน…

.

.

………………………………………….

เสียงแตกปะทุดังเปรี๊ยะของกิ่งไม้ในกองไฟ ฉุดให้ผู้ที่จมอยู่ในอดีตกลับออกมาสู่โลกในความเป็นจริงตรงหน้าอีกครั้ง…ร่างสูงขยับยืดตัวขึ้นสูดหายใจเข้าลึก

…จะมีประโยชน์อะไรกับการหวนนึกถึงความเศร้าในอดีต… ไม่ว่าจะผ่านอะไรมา…ลมหายใจของวันนี้ตะหากเป็นสิ่งยืนยันว่า เรื่องเลวร้ายที่ถาโถมเข้ามาเหล่านั้น ไม่ได้หนักหนาเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะก้าวข้ามมันมาได้… เพราะคิดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ทุกครั้งที่ล้มลง เซธถึงพยายามลุกให้เร็วแล้วก้าวไปข้างหน้ามาโดยตลอด เขาไม่เคยยอมปล่อยเวลา เพื่อย่ำอยู่กับที่ หรือตีโพยตีพายอยู่กับอดีตที่แก้ไขไม่ได้…

…ใช่…เซธบอกกับตัวเองเสมอ…อดีตนั้น…แก้ไขไม่ได้…

…เขารู้ดี หลายคนที่ยืนหยัดจนมีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่ได้ในทุกวันนี้…พวกเขาเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะไม่เคยผ่านเรื่องราวร้ายๆมา หลายคนอาจดูเหมือนผ่านเรื่องราวที่เจ็บปวดมาได้อย่างไม่รู้สึกรู้สา  ทว่าใช่ว่าเขาเหล่านั้นจะสามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวเสมอไป… เซธเองก็เช่นกัน…ในวันที่เจ็บปวดจนเจียนตาย…มือของใครบางคนได้ยื่นมาตรงหน้า และเขาเองเป็นคนเลือกว่าจะคว้ามันไว้ไหม

ร่างอันเงียบงันซึ่งนั่งอยู่หน้ากองไฟ ขยับล้วงมือเข้าไป ตรงอกเสื้อข้างซ้ายของเสื้อโค้ทตัวในซึ่งเขาสวมใส่อยู่ประจำ หากแต่บัดนี้ถูกคลุมทับอีกชั้นด้วยเสื้อขนสัตว์กันหนาวตัวหนา แถบโลหะชิ้นเล็กๆ ถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทนั่น

…ของชิ้นเดียวซึ่งถูกพกติดตัวใกล้กับตำแหน่งของหัวใจเกือบตลอดเวลา โดยเจ้าตัวไม่เคยปริปากบอกใคร มีเพียงในเวลาที่ตนอยู่คนเดียวเท่านั้นที่มักจะนึกอยากหยิบออกมาดู

นิ้วมือที่เย็นจนชาดิกแทบไร้ความรู้สึกพยายามลูบไล้ไปตามรอยลึก บนแถบโลหะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งถูกหล่อและแกะเป็นป้ายชื่อติดหน้าอก ตามแบบแผนเครื่องแบบของราชนาวี ข้อความบนแแผ่นโลหะปรากฏเป็นชื่อคน…

…‘ เรือเอก จีโน่  แองเจโลนี่’…

เซธเคยถามตัวเอง… ถ้าไม่ได้เจอกันในวันนั้น… เขาจะถอดใจ หันหลังให้กับการมีชีวิตอยู่ไปแล้วรึเปล่านะ…

.

.

………………………………………….

ผัวะ!!!

ฝ่ามือหยาบใหญ่ของคนท่องทะเลอย่างโชกโชนมาหลายปี เมื่อฟาดเข้าอย่างจังบนใบหน้าขาวซีดของเด็กหนุ่มวัยรุ่นผมดำ ร่างสูงแต่ติดจะผอมบางนั่นก็แทบจะปลิวลงไปกองกับพื้นตามแรงมือ ชายร่างยักษ์เจ้าของฝ่ามือหนาขยับก้าวพรวดเข้าไปขยุ้มคอเสื้อเด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายแล้วกระชากให้เขาลุกขึ้นมาอีกครั้ง

“ม่ายใช่เจ้าแล้วจาครายยย ห๊ะ!! ฮิก!”

ใบหน้าแดงก่ำและดวงตาฉ่ำเยิ้มของผู้พูด ประกอบกับกลิ่นเหล้าคละคลุ้งซึ่งปะปนออกมากับลมหายใจ บ่งบอกถึงระดับความเมามายได้ของเจ้ากะลาสีตัวเบ้งซึ่งกำลังเมาอาละวาดใส่พนักงานเสิร์ฟหนุ่มหน้าอ่อนของร้านเหล้าแห่งนี้

“ก็บอกแล้ว! ว่า..ข้า-ไม่-ได้-เอา-ไป-!!”

เสียงเน้นหนักทีละคำพูดรอดไรฟันที่ขบแน่นจนสันกรามขึ้นนูน ก่อนจะกลายเป็นตะโกนเถียงลั่นกลางร้านอย่างเหลืออด ผ่านริมฝีปากบางซึ่งบัดนี้ย้อมอาบด้วยโลหิตสีแดงเข้ม หากแต่ในตอนนี้มันกำลังชาจนแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บใดๆ

ร่างของเด็กหนุ่มถูกเหวี่ยงอัดใส่โต๊ะเก้าอี้จนล้มระเนระนาดอีกครั้ง ยังไม่ทันได้ตั้งหลักใดๆ รองเท้าบู้ทหนังก็ตามเข้ากระทืบกลางท้องของอีกฝ่ายทันที ความเจ็บจนจุกพาให้ร่างนั้นงอขดเข้าหากันแน่น ผู้คนในร้านก็ได้แต่มองกันเงียบกริบ แม้จะคาดเดาได้เลาๆ ว่าน่าจะเป็นคราวซวยของเจ้าหนุ่มนั่นซะมากกว่าเป็นการลักขโมยจริงอย่างที่โดนกล่าวหา แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปขัดขวางหรือห้ามปราม

“ถุงเงินข้า…จู่ๆ ฮิก! มันจาหายปายได้งายวะ!! ถ้าไม่ช่ายฝีมือ ฮิก! เด็กเหลือขอแบบพวกเอ็ง!!”

เสียงด่าทอยังพรั่งพรูออกมาไม่ลดละ ปะปนกับเสียงของปลายรองเท้าหนังที่เตะอัดเข้าร่างซึ่งนอนน่วมสิ้นสภาพอยู่แทบเท้าดังเป็นจังหวะแน่นหนักต่อเนื่องไม่หยุด

“อย่านึก.. ฮิก!..ว่าข้าม่ายรู้นะ เด็กเวรอย่างจ้าวววว มันไอ้พวกเด็กม่ายมีพ่อแม่คอยสั่งสอนช่ายไหมวะ ว่าขโมยของคนอื่นมานไม่ดีน่ะ.. ฮิก!”

ทันทีที่ได้ยินคำด่าทอ ร่างบนพื้นซึ่งน่าจะสิ้นแรงขัดขืนไปแล้วกลับสั่นไหว ยามคุกรุ่นด้วยความโกรธ ดวงตาสีม่วงเข้มทอประกายวาวโรจน์ลุกโชนราวกับกองไฟที่โดนสาดน้ำมันเข้าใส่ ยิ่งไปกว่าความเจ็บทางกายคือการถูกย่ำยีพาดพิงถึงคนที่ตนรัก

เรี่ยวแรงซึ่งไม่น่าจะมีหลงเหลือแล้วจากการยังชีพด้วยการอดมื้อกินมื้อมาพักใหญ่ กลับถูกความโกรธขึงดึงเอาพละกำลังจากไหนไม่รู้ พาร่างสะบักสะบอมโดดพุ่งชนอีกฝ่ายจนเสียหลักล้มลง แขนของเด็กหนุ่มกดเข้าที่บ่าของลูกเรือขี้เมาซึ่งนอนหงายอยู่จนไหล่แนบพื้น ก่อนเป็นฝ่ายรัวหมัดใส่ใบหน้าอีกฝ่ายบ้าง เสียงร้องตวาดก้องขึ้น

“ไอ้สารเลว! ถอน!..คำพูด!..แก!..เดี๋ยวนี้!!”

ทันทีที่เห็นเพื่อนพ้องตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กลุ่มลูกเรืออีกสามสี่คนซึ่งนั่งหัวเราะดูเพื่อนตนอาละวาดอยู่ตั้งแต่เมื่อกี๊ ก็พากันผลุนผลันลุกจากโต๊ะเข้ามาช่วยรุมทันที สองคนเข้าล็อคแขนเด็กหนุ่มจากด้านหลังกระชากให้ลุกออกจากร่างเพื่อนตนที่นั่งคร่อมไว้ ในขณะที่กะลาสีขี้เมาที่เหลือผลัดกันเข้ามารุมอัดเข้าที่ชายโครงเด็กหนุ่มซึ่งถูกจับยึดไว้แน่นจากด้านหลัง

คืนนี้ดูท่าเจ้าหนุ่มนี่คงได้นอนกระอักเป็นลิ่มเลือดคาร้านแน่ๆ หากไม่มีคนผู้หนึ่งเข้ามาขัดเสียก่อน

“เฮ้อ…หยุดก่อความรำคาญให้คนอื่นได้แล้วมั้งนะพวกเจ้า ถ้ายังไม่อยากไปนอนในคุกกันคืนนี้น่ะ เมาแล้วอาละวาดทำร้ายร่างกายผู้อื่น…โทษมันไม่ใช่เบาๆหรอกนะ รู้ใช่ไหม?”

ผู้ที่เข้ามาห้ามเป็นชายหนุ่มร่างสมส่วน ผิวค่อนข้างขาวเทียบกับชาวเซเรเนี่ยนทั่วไป ผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนนุ่มละท้ายทอยดูทะมัดทะแมง ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าท่าทางแสดงออกถึงความเบื่อหน่ายกับเหตุการณ์ตรงหน้าเต็มที หากแต่สิ่งที่ออกฤทธิ์หยุดการเคลื่อนไหวของกะลาสีขี้เมากลุ่มนี้ได้ชะงัด คงเป็นเครื่องแบบราชนาวีสีน้ำเงินเข้ม กับปลายปากกระบอกปืนลำในมือซึ่งถูกกดจ่อเข้าตรงสีข้างของหนึ่งในบรรดาไอ้ขี้เมาซึ่งล็อคแขนเด็กหนุ่มเอาไว้

!!??!!

ร่างที่แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะยืนทรุดฮวบลงกองกับพื้น ทันทีที่แขนอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามของคนด้านหลังซึ่งจับยึดเขาไว้คลายวงออก

“ถุงเงินที่หายไปของพวกเจ้า เป็นถุงหนังสีน้ำตาลร้อยด้วยเชือกสีเทารึเปล่า?”

ไอ้ขี้เมาเจ้าของถุงเงินอึกอักลังเลก่อนจะพยักหน้ารับ แล้วถุงเงินลักษณะดังกล่าวก็ถูกโยนลอยหวือเข้าใส่หน้าอกมันทันที ก่อนจะหล่นใส่มือ

“ข้าพบมันตกอยู่หน้าห้องน้ำเมื่อครู่ เห็นภายในยังมีเงินอยู่ เลยว่าจะเอามาถามหาเจ้าของพอดี ในเมื่อเป็นของเจ้าก็ดีแล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหา”

รอยยิ้มถูกจุดขึ้นที่มุมปากราชนาวีหนุ่ม เขาปรายตาไปทางร่างเด็กหนุ่มที่กองอยู่บนพื้น ซึ่งกำลังพยายามฝืนใช้โต๊ะและเก้าอี้ใกล้ๆเป็นหลักพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

“ข้าว่าเด็กนี่ควรได้ไปตรวจดูอาการที่โรงหมอสักหน่อย ถ้าพวกเจ้าเล่นสนุกกันพอแล้ว…ไม่ว่าอะไรใช่ไหมถ้าข้าจะเอาเขาไปกับข้า…อ้อ! แล้วก็…ซัก…1 โกลด์น่าจะพอค่ารักษานะ ว่าไหม?”

ราชนาวีหนุ่มแบมือยื่นไปตรงหน้าเจ้าของถุงเงิน มุมปากระบายรอยยิ้มเหยียดขึ้นขัดกับแววตาจริงจังและกดดันเอาเรื่องในที เมื่อเหรียญทองถูกวางใส่มือแต่โดยดี เขาก็กำเหรียญในมือ แล้วยิ้มรับ ก่อนหันไปเพยิดหน้าเรียกเด็กหนุ่มให้เดินตามตนออกไปจากร้าน

ก่อนไปก็หันไปตะโกนบอกเจ้าของร้านผู้เป็นนายจ้างเสียหน่อย ว่าจะพาลูกจ้างของเขาไปโรงหมอ จากนั้นทั้งคู่ก็ออกจากร้านไปโดยไม่มีใครคิดจะทักท้วง

………………………………………….

พ้นสายตาผู้คนในร้านออกมาไม่เท่าไหร่ ผมก็หยุดฝีเท้า ร่างกายที่บอบช้ำเซนิดๆไปพิงเข้ากับลังไม้ที่กองอยู่ข้างทาง

“ข้า…ไม่อยากไปโรงหมอ…แผลแค่นี้ข้าจัดการเองได้”

ผมรู้ตัวว่าไม่ไหว แต่ก็ทำปากแข็งพูดไปอย่างคนอารมณ์ไม่ดี ถึงจะรู้ว่าเป็นการพาล แต่อารมณ์โกรธจนหัวร้อนเมื่อครู่ยังคงออกฤทธิ์ของมันอยู่ภายในร่างอันบอบช้ำนี่ หลังมือถูกยกขึ้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปากออกอย่างลวกๆ ไหนจะความรู้สึกกระดากอายที่ตนเองอยู่ในสภาพดูไม่จืด ทำให้ผมไม่นึกอยากมองหน้าผู้ที่เข้ามาช่วยนัก แม้จะอยากเห็นหน้าเขาให้ถนัดตาอยู่ก็ตาม

ได้ยินคำเข้า ราชนาวีหนุ่มก็หันควับกลับมายืนกอดอก หรี่ตามองเด็กหนุ่มดื้อด้านอย่างผมครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างปลงๆ…

“ถึงไงเจ้าก็ยังกลับเข้าไปในร้านตอนนี้ไม่ได้อยู่ดี ตามข้ามาสิ”

พูดจบคนพูดก็ก้าวเท้าตรงไปยังตรอกมืดไม่ไกลจากจุดที่เราทั้งคู่ยืนอยู่มากนัก โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตามไปหรือไม่ ผมมองตามแผ่นหลังนั้นไป ลังเลอยู่นิด ในที่สุดก็ตัดสินใจลากสังขารตามไป เพราะเรื่องที่ว่าผมกลับเข้าร้านไปตอนนี้ยังไม่ได้นั้นก็เป็นความจริง

นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กล่าวขอบคุณคนเบื้องหน้าที่เข้ามาช่วยไว้ ก็รีบก้าวตามให้เร็วขึ้นเท่าที่จะทำได้ ทางนั้นเองก็เหมือนจะพอรู้ว่าผมซึ่งพยายามตามหลังมาคงเดินได้ไม่เร็วนัก จึงผ่อนจังหวะฝีเท้าที่ก้าวอยู่ให้ช้าลง จนเมื่อเดินมาอยู่ข้างกันผมจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

“ข้า…เซธ…”

ผมตั้งใจจะพูดชื่อ ‘เซธเซ่’ ออกไป แต่พูดได้เพียงเท่านั้นก็ชะงัก ตั้งแต่ขึ้นฝั่งมา…นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินใครเรียกชื่อตัวเองเต็มๆอย่างที่พ่อและลูกเรือเอเดรี่ยนเคยเรียก… เพียงนึก ความรู้สึกคิดถึงเหล่าผู้คนที่จากไปก็ไหลรินออกมาจากรอยแยกของหัวใจจนเหมือนมีก้อนจุกในอก บาดแผลในใจที่หลอกตัวเองอยู่ตลอดว่าสมานสนิทหายดีแล้ว…ลำคอตีบตันจนเสียงที่พยายามเค้นตอบออกมาฟังดูแหบพร่า

“…ท่านเรียกข้าว่า ‘เซธ’ ก็ได้…ใครๆก็เรียกข้าแบบนั้น…ขอบคุณมากครับที่ช่วยข้าไว้”

ผมพูดพลางค้อมศีรษะเป็นเชิงขอบคุณไปด้วย พอเงยหน้าขึ้นแล้วนั่นล่ะ ถึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้ลอบสังเกตผู้ที่เข้ามาช่วยไว้ได้ถนัดตา ราชนาวีหนุ่มตรงหน้ามีผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อน อายุประมาณยี่สิบกว่าๆเท่านั้น แต่ดูจากท่าทางภูมิฐานสง่างาม และไว้ตัวนิดๆนั้น ก็พอเดาได้ว่าเขาคงมาจากตระกูลผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ หรือไม่ก็ชาติตระกูลผู้ดีเก่าแก่แน่ๆ ดูแล้วเหมือนจะเป็นคนที่ห่างไกลกับผมลิบลับราวกับอยู่กันคนละโลก

เขากลอกดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองมาทางผม…ดวงตาที่เหมือนกับอ่านใจคนได้…

“เพิ่งมาอยู่แถวนี้สินะ ถ้าอยากอยู่รอดเจ้าคงต้องเรียนรู้อีกเยอะ แต่ก็เอาเถอะ… ยินดีที่ได้รู้จักนะเซธ”

แล้วรอยยิ้มบางก็ระบายบนใบหน้าราชนาวีหนุ่ม

“ข้าชื่อ จีโน่…จีโน่  แองเจโลนี่…”

แปลกดีที่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนๆกับรอยยิ้มของเขา ภายใต้แสงไฟหรี่ในตรอกมืด ทำให้ข้ารู้สึกประหม่านิดๆ และนั่นก็เป็นครั้งแรกด้วยที่ข้าเริ่มรู้สึกดีกับคนในเครื่องแบบราชนาวี…แต่นั่นก็เป็นความรู้สึกที่คงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะทันทีที่เดินเข้ามาลึกจนเกือบสุดตรอก พวกเราก็มาหยุดยืนที่หน้าโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่ามันถูกใช้ไม่ต่างจากซ่องดีๆนี่เอง

คนเดินนำหน้ามา กลอกตามองไปทางอื่น ก่อนหันกลับมามองผมพร้อมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆ เขาคว้ามือข้างหนึ่งของผมขึ้นมาแล้ววางเงินลงมา

“เอ้า! แล้วนี่ 1เหรียญโกลด์ของเจ้า เซธ”

ผมก้มมองเหรียญทองที่ถูกวางลงบนฝ่ามือ ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ในใจเริ่มไม่สบอารมณ์เล็กๆ พลางนึกในใจ…อย่าบอกนะว่า…ไอ้หมอนี่คิดจะ….ซื้อผม?!!

.

.

=====To Be Continue=====

โฆษณา

One thought on “[RP] Side Story 01 : “ข้าคือ…” Part 2: มันคือ..ฝันร้าย..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s