[EHW] · [Event] · [FanArt] · [Fic] · [Keleb] · [Side Story]

[EHW] HW-03 /2016 : ความทรงจำในฤดูหนาว

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

EHW_logoSlytherin_logo
Hogwarts houses : Slytherin

**********************************************

[EHW] โจทย์ที่ 3 ของปีการศึกษา 2016 : หัวข้อ “คริสมาสต์ และยูลบอล”

By : Keleb  Kyler  Bonneville (ปี 3)

Note : Fiction 4,893 คำ และภาพสี 1รูป

รูท : https://twitter.com/EHW_Keleb/status/813359434781102080

ขอขอบคุณ : อนาสตาเซีย เวนเดลล์ ปี 5 (@EHW_Anastasia) และเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคนที่มาร่วมโรลทั้งในงานยูลบอล และคนที่คอยมาปลอบและเป็นกำลังใจให้เครปคุงในช่วงที่ผ่านมาด้วยนะคะ จริงๆอยากเขียนสตอรี่ลงรายละเอียดที่ไปโรลกับหลายๆคนแต่ปั่นไม่ทัน แงงงง ขอบคุณทุกคนมากๆเลยค่า

From Sena : มาคุยเล่นค่า การบ้านคราวนี้เหมือนมีเวลาทำนาน ตั้งแต่หลังยูลบอลมา แต่เอาเข้าจริงเดือนธันวาคมที่ผ่านมางานเข้าผปค.แบบตู้มๆมาก ก็แทบจะหายหัวไปจากคอมมู มาเดือนมกราคม ก็ดันเจอหวัดพันปีที่ไม่ยอมหายทั้งเดือนอีก เมายาแก้หวัดจนหัวไม่แล่น พล็อตที่มีในหัวก็กระจัดกระจายเอามาเรียงต่อกันไม่รอดสักทีจนมา 2-3วันสุดท้าย เพิ่งได้มาทำก่อนส่ง แถมวันที่ 31 ซึ่งกะจะเคลียร์ให้เรียบร้อยก็ดันติดธุระ กว่าจะถึงบ้านปาเข้าไป 2 ทุ่มอีกด้วย ปั่นแบบอ่านทวนได้รอบเดียวก็รีบกรอกฟอร์มส่งการบ้านแบบลนๆ เอาในช่วง 10 นาที สุดท้ายเลย แงงงงง แต่ก็ตั้งใจเขียนมากๆนะคะ เพราะคิดว่าเป็นตอนจบของสตอรี่นี้ที่แม่เคเลบได้เริ่มโคกับผปค.อนาสตาเซียมาตั้งแต่เข้าคอมมูมา จากนี้…เครปคุงจะมีสตอรี่อะไรมาให้ทำการบ้านอีก แม่เครปก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน คงต้องเอาลูกเข้าไปโรลกวาดเอาพล็อตก๊าวๆออกมาทำมาหากินกันต่อไป สุดท้ายขอขอบคุณจริงๆกับเพื่อนๆทุกคนที่มาโรลและเล่นด้วยกันนะคะ ซึ้งใจมากๆที่ทุกคนแลดูเอ็นดูเด็กน้อยของหมู่เฮา จะพยายามพัฒนาสกิลการเขียนฟิคให้ดีขึ้น และหวังว่าจะเป็นความบันเทิงเล็กๆให้กับใครที่สนใจ อยากอ่านหรืออยากโรลได้บ้างน้า เราจะมีความสุขมากเลยล่ะขอบคุณมากค่ะ

**********************************************

Change of the Dust

**********************************************

จากห้องโถงใหญ่ ไปยังห้องนั่งเล่นรวมของบ้านสลิธิรินที่ชั้นใต้ดิน ถูกเชื่อมต่อกันด้วยระเบียงทางเดินที่ทอดตัวเป็นแนวยาว ซึ่งปกติแล้วมักจะพลุกพล่านไปด้วยผู้คน หากแต่ในเวลานี้มันว่างเปล่าจนสามารถได้ยินเสียงฝีเท้าทุกย่างก้าวของผมดังสะท้อนก้องไปมาอย่างชัดเจน

คงเพราะยามนี้เป็นช่วงเวลาที่เด็กนักเรียนส่วนใหญ่กำลังนั่งทานอาหารเช้ารวมกันอยู่ในห้องโถง…และเพราะเป็นช่วงเวลานี้…ผมถึงเลือกที่จะแอบเอาสิ่งที่อยู่ในมือกลับไปให้ถึงหอนอนให้เร็วที่สุด…

……………………………………..

เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ที่โต๊ะอาหารสลิธิริน ผมยังนั่งตักแยมปาดลงบนขนมปังปิ้งในมืออยู่เลย ตอนที่ ‘สโนว์เดน’ นกฮูกหิมะขนาดใหญ่บินโฉบลงมาหย่อนกล่องพัสดุลงเบื้องหน้าผมอย่างประณีต สมกับที่ถูกฝึกมาอย่างดีจากคฤหาสน์บอนเนอวิลล์

มีแค่วินาทีแรกเท่านั้นที่ทำให้ผมประหลาดใจ วินาทีต่อมาในหัวผมก็หาคำตอบได้ทันทีว่าของในห่อนั้นคืออะไร เมื่อสายตาปราดไปจับบนรอยครั่งสีทองตีตราประทับอักษร “ K.B.” ซึ่งเด่นหราอยู่บนกระดาษห่อเนื้อดีสีขาวสะอาด และในนาทีถัดมาความคิดในหัวของผมก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อนกฮูกสีน้ำตาลขนาดย่อมตัวหนึ่งเลือกที่จะแลนดิ้งห่อพัสดุอันเล็กใส่ลงในชามซีเรียลของเด็กปีสองซึ่งนั่งถัดจากผมไปนิด

จ๋อม!

เสียงวัตถุตกกระทบผ่านแรงตึงผิวของนมในชาม ดีดให้ซีเรียลรูปดาวปลิวกระจายเกลื่อนโต๊ะ เรียกเสียงโวยวายจากบรรดาเด็กนักเรียนคนอื่นๆซึ่งโดนซีเรียลรูปดาวกระเด็นใส่ราวกับฝนดาวตก ของเหลวสีขาวที่สูงเกือบถึงขอบชามกระเพื่อมกระฉอกออกมาไหลนองบนโต๊ะ พาให้เด็กอีกหลายๆคนต้องรีบลุกขยับข้าวของของตนหลบ พัสดุของผมเองก็เข้าข่ายจะโดนไปด้วย ดีที่ปฏิกิริยาตอบรับของผมไวพอจะรีบคว้าห่อของที่เพิ่งได้มานั้นมาถือไว้ได้ทัน

ผมตัดสินใจอุ้มเจ้ากล่องพัสดุที่เพิ่งได้มาซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม แล้วลุกออกจากโต๊ะอาหารทันที…ทิ้งเสียงร่ายคาถาจัดการทำความสะอาดของนักเรียนปีโตบ้านสลิธิริน รวมทั้งอาหารเช้าของผมที่ยังเริ่มกินไปได้ไม่ถึงครึ่งไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

ผมก้าวยาวๆผ่านห้องนั่งเล่นรวมมุ่งไปยังหอนอน และปิดประตูตามหลังทันทีที่ไปถึง พอได้ทิ้งตัวลงนั่งหอบหายใจเบาๆบนเตียงก็อดยิ้มออกมาอย่างตื่นเต้นไม่ได้ ในมือของผมมีกล่องพัสดุซึ่งขยับไหวกลุกกลักเบาๆจากสิ่งที่อยู่ภายใน…

……………………………………..

ทิกเกอร์เป็นแมวของผมเอง มันเป็นพันธุ์สก็อตติชโฟลด์สีเทาปนขาวลายทางคล้ายเสือ ขนาดตัวใหญ่กว่าสองฝ่ามืออุ้มอยู่นิดหน่อย แม้พักหลังๆมานี้ มันจะดูกลมๆไปบ้าง แต่ก็ยังเหลือเนื้อที่หลวมๆให้มันขยับไปมาได้เวลาที่ผมพามันไปไหนต่อไหน ด้วยการจับใส่ในฮู้ดเสื้อคลุมหรือเสื้อแจ๊คเก็ต ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่สะดวกดี แต่ผมไม่แนะนำคุณหรอกนะ เพราะแน่นอนล่ะว่านั่นหมายถึงคุณอาจต้องยอมให้ผมของคุณเสียทรงได้บ้าง และบางครั้งก็หมายถึงคุณอาจต้องยอมให้ใบหูและบ่าเสื้อของคุณมีรอยข่วนหรือรอยฟันคมๆแทะงับได้ด้วย

ผมยอมสารภาพตามตรงเลยล่ะว่าแมวของผมมันซน…ถ้าให้ซื่อสัตย์สุดๆเลยก็ขอใช้คำนิยามอันผิดจากพื้นเพการอบรมเลี้ยงดูที่ผ่านมาของผมสักหน่อยว่ามัน…‘โคตรซน!’…แต่ผมก็คุ้นชินกับความซุกซนของทิกเกอร์ เจ้าแมวตัวแสบของผมดี… ถึงกระนั้นการที่ต้องมาใช้ที่คีบหนีบพุงกลมๆของตุ๊กตาทิกเกอร์จำลอง เข้าสเกลลดไซส์จนเหลือขนาดเท่าไข่นกกระทา แล้วจับมาหย่อนใส่โหลทั้งที่มันพยายามจะดิ้นดุ๊กดิ๊กไม่หยุดก็ยังคงเป็นเรื่องยากเอาการอยู่ดี ด้วยความซนของมันไม่ได้ลดลงตามขนาดตัวเลยสักนิด

หลังจากปิดผนึกตรงส่วนฐานของสโนว์โกล้บแบบทำเองอันที่ห้าหรือหกนี่แหละเสร็จไปอีกหนึ่งอัน ผมก็ยกสโนว์โกล้บในมือขึ้นมาส่องดูตุ๊กตาทิกเกอร์จิ๋วที่ม้วนตัวกลิ้งคลุกเกล็ดหิมะปลอมอยู่ข้างในโหลแก้วอย่างอดภูมิใจไม่ได้

ผมยกหลังมือขึ้นปัดผมด้านหน้าให้กลับขึ้นไป และลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ชักเริ่มรู้สึกล้าๆเมื่อยๆ เพราะแอบนั่งทำสโนว์โกล้บตามชุดอุปกรณ์ที่สั่งทำพิเศษมาได้พักใหญ่แล้ว ละสายตาจากสโนว์โกล้บอันที่เพิ่งเสร็จในมือ พักเป่าลมใส่หน้าตัวเองเสียทีหนึ่งแก้เหนื่อย แต่แล้วก็ต้องถลาเข้าหากล่องพัสดุที่วางไว้บนเตียงแทบจะทันที เมื่อหันไปจ๊ะเอ๋สบตาเข้ากับดวงตากลมแป๋วทำจากลูกปัดสีฟ้าของเจ้าทิกเกอร์จิ๋วตัวหนึ่งซึ่งกำลังพยายามเหยียบหมวกบนหัวทิกเกอร์จิ๋วตัวอื่นๆ เพื่อปีนออกมาจากกล่องพัสดุที่ผมใส่พวกมันวางเอาไว้ อ้าว! แล้วนั่น! บนที่นอน…เจ้าจอมมารตัวจิ๋วอีกหนึ่งตัวเพิ่งหล่นปุลงมาจากสันขอบกล่องเรียบร้อย แล้วอีกตัวบนฟูกก็กำลังตั้งท่าจะพุ่งตัวเข้าไปแอบใต้หมอนนั่นอีก

“ทิกเกอร์!” ผมอุทานดุเจ้าตัวแสบเวอร์ชั่นจิ๋วพวกนั้นเบาๆ ก่อนจะรีบคีบพวกมันทั้งหมดวางกลับลงไปในกล่อง แล้วคราวนี้เลือกที่จะปิดฝากล่องไว้กันไม่ให้พวกมันไต่หนีออกมาได้อีก

ความซนอยู่ไม่สุขของกองทัพทิกเกอร์จิ๋วหลายสิบตัว ทำเอาผมปวดหัวและบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า ผมคิดผิดรึเปล่า ที่เลือกทิกเกอร์ตัวจิ๋วซึ่งสั่งทำมาแบบลงคาถาพิเศษ ให้มันขยับได้และมีท่าทางซุกซนเลียนแบบทิกเกอร์ตัวจริงของผมเด๊ะๆ มาใช้เป็นของตกแต่งสำหรับสโนว์โกล้บทำมือที่ผมให้คุณพ่อสั่งซื้อและจัดส่งมาให้ เพื่อเป็นของขวัญวันคริสมาสต์สำหรับหลายๆคนจากผมในปีนี้

เหตุผลสำคัญที่ผมตัดสินใจเลือกใช้ตุ๊กตาทิกเกอร์ เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นแมวที่เหมือนมีพลังวิเศษในตัวมันเอง เป็นพลังที่ผมนึกอิจฉาอยากจะมี…

…เวทมนตร์ในการสร้างรอยยิ้มให้ผู้คน…

……………………………………..

ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยลองนะ ผมเคยลองพยายามดูแล้วหลายๆวิธี ยิ่งลองไปเรื่อยๆก็ยิ่งได้รู้ ว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่มีแค่ความชอบ หรือหลงใหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ จะช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์ทำสิ่งที่ชอบนั้นให้เกิดขึ้นได้…

…รอยยิ้มอันสดใสของเด็กสาวที่ผมชอบ… ยามที่เห็นจากที่ไกลๆนั้นน่ามอง น่าหลงใหล และดึงดูดให้ผมอยากเข้าหา แต่เกือบครึ่งปีที่ผ่านมายิ่งเข้าใกล้กลับยิ่งได้เห็นแต่สิ่งที่ตรงกันข้าม ผมได้เห็นแต่แววตาเศร้าๆ และหยดน้ำตาอุ่นใสของเธอบ่อยครั้ง รอยยิ้มของเธอที่เคยตราตรึงในใจผมค่อยๆมลายหายไปพร้อมๆกับความร่าเริงสดใสของเธอโดยที่ผมอยู่ตรงนั้นแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ถ้าผมเปรียบรอยยิ้มและความสดใสของเธอเป็นเหมือนดวงจันทร์สุกสว่างสวยงาม น้ำตาและความเศร้าของเธอก็คงเหมือนอีกด้านของดวงจันทร์ที่คนบนโลกอย่างผมไม่เคยคิดจะได้เห็น มันให้ความรู้สึกแตกต่างจากความรู้สึกที่ได้เห็นเธอครั้งแรกที่หอดูดาวหลวงกรีนิชอย่างบอกไม่ถูก

ความพยายามอันสูญเปล่าของผมครั้งแล้วครั้งเล่ากลายเป็นวังวนที่ผมหาทางออกไม่เจอ ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งทำให้เธออึดอัดใจ ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งได้เห็นแต่ภาพความหม่นหมองของเธอชัดเจนขึ้น ความหดหู่และความเศร้าของเธอเริ่มกัดกินความรู้สึกของผมไปเรื่อยๆ จนผมแทบจะจำภาพของเด็กสาวร่าเริงในชุดขาวคนที่ผมหลงใหลไม่ได้ มันอาจเป็นความผิดของผมเองที่ใจไม่เข้มแข็งพอ แต่ผมรู้สึกว่างเปล่าเหลือเกินทุกครั้งที่ยืนอยู่ต่อหน้าเธอ

ถึงแบบนั้นผมก็ได้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ… การหลบหนีของเหล่าทิกเกอร์ตัวจิ๋ว ระหว่างที่ผมนั่งทำสโนว์โกล้บทำให้ผมเข้าใจ… คงเพราะเวลาที่คนเราจดจ่อมองอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่จุดๆเดียว ภาพของสิ่งต่างๆรอบข้างก็จะพร่าเบลอ จนบางทีเราก็ไม่สามารถเห็นหรือรับรู้มัน และนั่นคงเป็นเหตุผลเดียวกับที่…ผมไม่เคยอยู่ในสายตาของอนาสตาเซีย…

บางทีการเคลื่อนที่บนเวลาตามกฎของธรรมชาติคงมีทิศทางและวิถีที่เป็นวงรีกระมัง โชคชะตาถึงพาให้ผมได้โคจรเข้าไปพบและได้อยู่ใกล้เธอ… จากห้องเรียนเก่าที่มีเสียงไวโอลินดังลอดมาในวันนั้น แล้วก็ถึงวันที่ผมเป็นฝ่ายที่ต้องตีตัวออกห่างจากเธออีกครั้ง เมื่อผมตัดสินใจสารภาพความรู้สึกทั้งหมดออกไป และถูกอีกฝ่ายปฏิเสธที่ฮอกมี้ดในวันหยุดก่อนวันฮาโลวีน

สุดท้ายผมก็ต้องกลับมาเป็นฝ่ายแอบมองอนาสตาเซียอยู่ห่างๆเหมือนเมื่อก่อน สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ… ผมเริ่มเกลียดรอยยิ้มที่มีความสุขของเธอ เกลียดที่มันไม่ใช่รอยยิ้มที่มีให้ผม และที่เกลียดที่สุดก็คือ… ผมเกลียดการที่เธอดูมีความสุขมากขึ้นเมื่อไม่มีผมคอยกวนใจอยู่ใกล้ๆ…

……………………………………..

เมื่อก่อน ถ้ามีใครบอกผมว่า… เวลาเป็นสิ่งยืดหดได้ มันสามารถยาวขึ้นหรือสั้นลง ไม่เท่ากัน ตามแต่ใจของแต่ละคน… ผมคงส่ายหน้า ยิ้มมองเขาอย่างไม่เชื่อ ไม่ก็หลุดปากเถียงออกไปว่าไร้สาระแน่ๆ แต่ช่วงนี้ผมกลับมีความคิดเปลี่ยนไป

ปีนี้ทั้งปีสำหรับผม เวลาในฮอกวอตส์ผ่านไปเร็วมาก จนผมไม่แน่ใจว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือแค่ความฝัน ผมไม่ได้สังเกตเลยว่าใบไม้รอบๆเปลี่ยนเป็นสีแดงตั้งแต่ตอนไหน แล้วหิมะแรกที่ผมเห็นในปีนี้คือเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีงานวันฮาโลวีนก็ผ่านไป และงานยูลบอลประจำปีนี้ก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆซะแล้ว…

ธีมงานยูลบอลในปีนี้เป็นธีม ‘คืนฟ้ากระจ่างดาว’ ภายในปราสาทถูกประดับประดาตกแต่งด้วยดวงดาวใหญ่น้อยมากมาย ไม่ว่าที่ไหน มุมไหนก็ดูจะพร่างพราวสว่างไสวไปหมดสมกับชื่อธีมงาน…

…แต่ยิ่งที่ใดมีแสงสว่างเจิดจ้ามาก ที่นั่นก็ย่อมเกิดเงาดำซึ่งมืดมนอนธการยิ่งขึ้นไม่แพ้กัน…ท่ามกลางเสียงหัวเราะสดใสที่ดังไปทั่วปราสาทของบรรดาผู้คนรอบข้างซึ่งกำลังตื่นเต้นและมีความสุขไปกับการตกแต่งและเฝ้ารองานรื่นเริงที่กำลังจะมาถึง ภายในใจของผมกลับหนักอึ้งและด่ำดิ่งสู่ความมืดมนจนมันไม่สามารถรับรู้ถึงแสงสว่างและความสุขรอบข้างได้เลย แล้วผมก็ค่อยๆเข้าใจความรู้สึกที่ผ่านมาของอนาสตาเซีย

ผมในตอนนี้เริ่มเชื่อจริงๆแล้วว่า…สิ่งที่เรียกว่า ‘เวลา’ มันคงเป็นเวทมนตร์ลี้ลับอย่างหนึ่ง ซึ่งยากเกินกว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่ามนุษย์อย่างเราๆ จะอหังการใคร่คิดควบคุม หรือแม้แต่จะทระนงตนว่า พวกเราสามารถวัดคะเน ‘เวลา’ ได้ด้วยกลไกฟันเฟืองซับซ้อนที่สร้างขึ้นมาและเรียกมันว่า ‘นาฬิกา’…

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่เคยเฝ้ามองเข็มของนาฬิกาและเห็นว่ามันค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างเกียจคร้าน ผ่านช่วงเวลาแต่ละนาทีไปอย่างเชื่องช้า จนคุณอดรู้สึกไม่ได้ว่าแต่ละนาทียาวนานราวกับชั่วโมง… หรือคุณเคยเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกใจหายเมื่อช่วงเวลาดีๆที่มีความสุข หรือสนุกสุดๆ ผ่านไปรวดเร็วราวกับติดปีกบิน… บางทีคุณอาจจะเข้าใจสิ่งที่ผมกำลังพูดถึง…

มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกินในความรู้สึก แต่ละวันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกหนักอึ้งบนบ่าของผมถูกซุกซ่อนภายใต้รอยยิ้มยะโสอย่างไม่ใส่ใจไม่แคร์ต่อเรื่องราวภายนอก ทั้งที่ไม่อยากทำให้ใครต่อใครต้องมาเป็นห่วง ไม่อยากให้มี เคเลบ บอนเนอวิลล์คนที่สอง ที่ต้องมารับรู้ความเศร้าของผม แต่ถึงอย่างนั้นหน้าตาของผมก็เหมือนจะมีโพสต์อิทเขียนคำว่า ‘อกหัก’ ตัวโตๆแปะอยู่กลางหน้าผาก… ใครต่อใครหลายคนที่ผมได้พูดคุยด้วย ถึงคล้ายจะพยายามพูดปลอบใจผมชอบกล หลายๆคนพยายามหาทางทำให้ผมร่าเริงขึ้นด้วยซ้ำ ถึงแม้ตอนนี้ผมจะยังคงตอบรับความรู้สึกดีๆที่พวกเขาเหล่านั้นมอบให้มาได้ไม่ดีนัก แต่อย่างน้อยประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็ทำให้ผมเลือกที่จะไม่ละเลยความรู้สึกของใคร เลือกที่จะไม่ยอมอ่อนแอให้ใครได้เห็น เลือกแล้วที่จะไม่ทำให้ใครต้องมาเป็นห่วง

…มีก็แค่บางครั้ง… ท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อม ท่ามกลางเสียงหยอกล้อพูดคุยเฮฮารอบๆ… ที่ผมยังคงรู้สึกได้ถึงความหมายของคำว่า ‘เหงา’…

……………………………………..

ในคาบวิชาดาราศาสตร์คาบสุดท้ายก่อนปิดเทอมฤดูหนาว ภาพของดาวนับล้านๆดวงบนหอดูดาว พาผมย้อนความทรงจำกลับไปในวันแรกที่ผมได้พบและหลงรักอนาสตาเซียอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้นึกถึงมานาน…

โชคดีเหลือเกินที่คืนนั้นมีดาวบนฟ้ามากมาย และผมคงได้ยืนอยู่ใกล้พวกมันมากพอ วันนั้นแสงของดวงดาวจึงได้ส่องลงมาถึงเงามืดที่สั่งสมเป็นตะกอนน่ารังเกียจอยู่ในจิตใจของผม และช่วยทำมันให้เบาบางลงไป…

ถ้าความรัก คือการยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่อีกฝ่ายเป็นเหมือนอย่างที่พี่รัสเซลล์เคยพูดไว้ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มหรือน้ำตา ตอนที่สุขหรือทุกข์ ผมเองนั่นแหละคือคนที่ไม่ผ่านบททดสอบนั้น

น้ำตาและความเศร้าของอนาสตาเซียไม่ใช่ด้านดำมืดของดวงจันทร์ที่ถูกปิดบังซุกซ่อนไว้ แต่ความรู้สึกเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ และอยากได้มาครอบครองเป็นเจ้าของเพียงคนเดียวของผมต่างหากที่ใช่

ผมเคยรู้สึกเหมือนฝุ่นดินที่ทำได้แค่แหงนมองดาวเหล่านั้น หากแต่ผมหลงลืมไปว่า ดาวแต่ละดวงต่างก็เกิดมาจากฝุ่นและลอยคว้างอย่างโดดเดี่ยวในอวกาศอันกว้างใหญ่ไม่ต่างกัน ภายใต้ท้องฟ้าที่ห่มคลุมด้วยดาวนับล้านๆที่มองลงมา… ผมเชื่อได้ไหมว่า จะมีสักดวงหนึ่งที่เฝ้ามองกลับมา และพร้อมจะยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น ไม่ว่าจะเป็นด้านมืดหรือด้านสว่าง สักดวงที่จะโคจรรอบกันและกัน โดยทิ้งระยะห่างตรงกลางระหว่างเราในระยะที่พอดี เพื่อที่เราทั้งคู่จะไม่ต้องอึดอัด และถึงแม้จะห่างกันเกินไปบ้างในบางช่วงเวลา แต่วงโคจรของเราก็จะพาให้เราทั้งคู่กลับมาหากัน…

นี่ผมคง…อกหักจนบ้าไปแล้วแน่ๆ ถึงได้คิดเพ้อเจ้ออะไรแบบนี้ออกมา… แต่พอคิดไปแบบนั้นวิชาดาราศาสตร์คาบนั้นก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากที่ผมมาเรียนอย่างเลื่อนลอยอยู่หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้

……………………………………..

บทเรียนราคาแพงบทหนึ่งซึ่งผมได้จ่ายทั้งตัว หัวใจ และเวลาไปเป็นค่าลงทะเบียนเรียนรู้ นั่นคือ… การให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่รักและห่วงใยเรา… ความรู้สึกของหลายๆคนที่ส่งผ่านมายังผมในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันทำให้ฤดูหนาวปีนี้ที่ฮอกวอตส์อบอุ่นขึ้นกว่าทุกปี และผมเองก็หวังอย่างจริงใจว่า อนาสตาเซียจะรับรู้ถึงความรักและความห่วงใยจากคนรอบข้าง แล้วกลับมาเข้มแข็งได้ไวๆเช่นกัน

เพราะปีนี้เป็นปีที่ผมรู้สึกอยากจะขอบคุณใครต่อใครที่เป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างกันมาตลอด ผมก็เลยอยากให้ของขวัญคริสมาสต์ที่มาจากการลงแรงของผมเอง… โอเคล่ะว่ามันก็แค่จับทุกอย่างใส่บอลแก้วแล้วปิดผนึก แต่ผมก็อยากส่งมอบเวทมนตร์ที่ยืมมาจากทิกเกอร์ มามอบรอยยิ้มคืนให้กับพวกเขาเหล่านั้น

และคงต้องพิเศษหน่อยสำหรับพี่เลียม… รุ่นพี่ที่ผมรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่ผมจะมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับพี่เขาในฮอกวอตส์ ผมก็เลยดีไซน์ของขวัญเป็นสโนว์โกล้บที่มีรูปแบบแตกต่างออกไปจากของคนอื่นๆหน่อยโดยเพิ่มฉากสีดำเป็นรูปอาคารบ้านเรือนของฮอกมี้ดและหอคอยปราสาทของฮอกวอตส์ไว้รอบๆขวดแก้ว ประดับด้วยเสาไฟที่มีเวททำให้ส่องแสงออกมาเหมือนเสาไฟจริงๆไว้ตรงกลางด้านหนึ่ง ก่อนจะบรรจงคีบเจ้าทิกเกอร์ตัวเล็กๆวางไว้ตรงกลางใกล้กับเสาไฟจำลอง ปล่อยให้มันวิ่งไล่ตะปบปุยหิมะสีขาวที่ผมใส่ไว้ในโหลแก้ว… ทำไปก็คิดถึงหน้าพี่เขาตอนได้รับไป ไม่รู้ว่าพี่เขาจะชอบจะเข้าใจสิ่งที่ผมอยากจะบอกมั่งไหม…

.

.

.

……………………………………..

…แล้วช่วงเวลา 5 นาทีสุดท้ายที่ผมรอคอยก็จบลง พร้อมๆกับการกล่าวปิดคาบเรียนวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ของศาสตราจารย์คาสเทลลานอส ซึ่งเป็นคาบวิชาสุดท้ายก่อนการปิดเทอมฤดูหนาวของผม ตามมาด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักเรียนที่กำลังกรูกันออกจากห้องเรียนไปยังทางเดิน ต่างคนต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นเกี่ยวกับการเตรียมตัวสำหรับงานยูลบอลและแผนการที่จะทำในช่วงปิดเทอมฤดูหนาว

ในปีนี้ผมไม่ได้ชวนใครไปงาน แต่ลงชื่อสำหรับการนัดบอดคู่เต้นรำในงานกับทางโรงเรียนไว้ ความคิดแรกก็แค่ให้มันเป็นเซอร์ไพรซ์เล็กๆที่ผมตั้งใจมอบให้ตัวเองเป็นของขวัญในวันคริสต์มาสปีนี้ แต่พอได้เห็นสร้อยรูปกลุ่มดาวของฝ่ายหญิงจากประกาศของทางโรงเรียน ผมก็นึกไปถึงอนาสตาเซียอีกครั้ง ผมคิดว่าเธอน่าจะชอบสร้อยนี่ ถ้าเธอไม่ติที่ว่ามันเป็นของไม่มีราคาอะไร… เดือดร้อนถึงเดย์ชา โอธคีปเปอร์ เพื่อนสนิทของผม เหยื่อซึ่งถูกผมลากมาลงชื่อหาคู่นัดบอดด้วยกันจนได้ โดยมีสนธิสัญญาแลกเปลี่ยนระหว่างกันว่าผมจะเป็นครูสอนเต้นรำให้เดย์ชา แลกกับสร้อยรูปกลุ่มดาวที่เดย์ชาจะได้รับ ซึ่งเธอจะเอามันกลับมาให้ผมหลังจบงาน เพื่อเอาไปให้อนาสตาเซีย…

ผมเดินรั้งท้ายคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ไม่ช้ากลุ่มเด็กคนอื่นๆก็ทิ้งผมหายไป เบื้องหน้า…ระเบียงทางเดินที่ทอดยาวกลับมาว่างเปล่าไร้ผู้คน มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างช้าๆไม่เร่งรีบของตัวผมเองดังก้องให้ได้ยิน ลมเอื่อยๆพัดพาเอาอากาศเย็นฉ่ำผ่านเข้ามาทางโค้งหน้าต่าง ผมหันหน้าเข้าหาสายลม สะบัดหน้าเบาๆเพื่อให้ผมด้านหน้าที่เริ่มยาวถูกลมพัดกลับไปด้านข้าง… ไกลออกไปภาพของเด็กสาวผมสีบลอนด์สว่างสะท้อนแสงแดดนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใกล้ทะเลสาบ อันเป็นสถานที่โปรดของเธอสะท้อนอยู่ในดวงตาสีฟ้าอมเทาของผมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมแน่ใจว่าเห็นเธอกำลังยิ้ม และผมเองก็หลุดยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเช่นกัน

……………………………………..

ค่ำวันนั้นผมยืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในคราบเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีที่อยู่ในกระจก หลังจากโกนหนวดเคราออกจนเกลี้ยงเกลาผมก็พาตัวเองไปยังชุดสูทตัดใหม่ที่เตรียมไว้ แน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะร่ายเวทเพิ่มอายุก่อนหน้านี้เพื่อวัดตัว และส่งกระดาษจดขนาดกลับไปให้ทางบ้านพร้อมแคตตาล็อคชุดสูทที่คุณพ่อส่งมาให้เลือก ในนั้นมีกระดาษอีกแผ่นแจ้งดีไซน์ที่ผมต้องการปรับจากแบบพื้นฐานเล็กน้อย หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เข็มกลัดรูปกลุ่มดาวหงส์ประดับด้วยเพชรถูกกลัดลงบนปกเสื้อสูทตัวนอก ก่อนที่ผมจะสวมถุงมือสีขาวเป็นสิ่งสุดท้าย

ในงานยูลบอล ผมได้แวะทักทายและพูดคุยกับเพื่อนๆพี่ๆหลายต่อหลายคน สโนว์โกล้บทิกเกอร์จิ๋วทำเองของผมถูกนำไปมอบให้คนสำคัญของผมทีละคนๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีและบรรยากาศการเต้นรำอันครึกครื้นรื่นเริง

แล้วสายตาของผมก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีเหมือนเดิม ขณะที่ยืนจิบเครื่องดื่มอยู่มุมหนึ่งของงาน ผมก็เห็นอนาสตาเซียในชุดราตรียาวสีขาวและดวงดาวที่ส่องแสง ผมจรดสายตามองนิ่งอยู่ที่เธอพักหนึ่ง รอจนเธอไม่ได้ยืนอยู่กับใครจึงค่อยหยิบแก้วเครื่องดื่มอีกแก้วเดินผ่านผู้คนไปทักทาย ผมเอ่ยขอโทษเธอที่ยังไม่สามารถให้ของขวัญคริสมาสต์ที่ตั้งใจไว้กับเธอได้ในคืนนี้ เราเลยนัดกันอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้นที่หน้าห้องโถงรวมก่อนที่ผมจะเดินทางกลับบ้านที่วินเซอร์ช่วงปิดเทอมฤดูหนาว

เสียงเพลงเต้นรำบทใหม่ดังแว่วมา ผมเลยขออนาสตาเซียเต้นรำ เวทเพิ่มอายุทำให้ผมตัวสูงกว่าเธอมากขึ้น การได้เป็นฝ่ายก้มลงมองดูเธอให้ความรู้สึกแบบนี้เอง พอผมสูงใหญ่ขึ้นอนาสตาเซียก็เหลือตัวนิดเดียวในความคิดผม  แล้วคิดดูสิ ผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ต้องแบกรับความรู้สึกหนักอึ้งกว่าผมซะอีก ผมเป็นผู้ชายแท้ๆยังจมอยู่กับความเศร้าปล่อยให้ความคิดร้ายๆเข้ามาเกาะกุมหัวใจจนแทบแย่ ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าเด็กสาวบอบบางคนนึงจะผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาด้วยความรู้สึกอย่างไร

“ธีมงานดวงดาวปีนี้เหมาะกับรุ่นพี่มากเลยนะครับ” ผมเอ่ยชวนเธอคุยขณะเต้นรำกัน

“ขอบคุณค่ะ ตอนรู้ข่าวฉันดีใจมากเลยที่เป็นธีมนี้น่ะ” เธอยิ้มบาง

“แต่ผมปวดใจมากเลยนะกับธีมนี้” ผมลอบถอนหายใจเบาๆ ขณะส่งจังหวะให้อีกฝ่ายหมุนตัว เพื่อที่เธอจะได้ไม่เห็นสีหน้าของผมชัดนัก ด้วยไม่แน่ใจว่าตอนนี้หน้าตาของผมมันซ่อนกลบความเศร้าที่ผ่านมาไว้ได้แนบเนียนรึยัง

“….ทำไมล่ะคะ?” เธออดที่จะถามไม่ได้

“….ไม่คิดว่าตลอดเวลาช่วงเตรียมงาน ทุกแห่งที่มีการประดับประดา…จะทำให้ผมคิดถึงใครบางคนเหรอครับ?”

ผมยิ้มบางๆ มองตอบอีกฝ่าย แน่ใจเหลือเกินว่ารอยยิ้มของตนไม่ใช่รอยยิ้มที่ดูเศร้าอีกต่อไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นอีกฝ่ายก็ยังกล่าวขอโทษผมออกมา

“ขอโทษค่ะ…”

ผมหัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อคลายบรรยากาศลง

“การรอคอยทำให้เวลาได้มารู้สึกถึงคุณค่าของมันมากขึ้นครับ ความรู้สึกตอนได้เห็นรุ่นพี่ในวันนี้คุ้มค่ากลับการรอคอยมากๆเลย.. เพราะงั้น ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมก็..มีความสุขมากเลยนะ..ตอนนี้”

ความรู้สึกเบาบางที่ผมสัมผัสได้ในค่ำคืนนี้ คือเธอดูสดชื่นและมีความสุขมากขึ้นกว่าครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกันมาก

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ดีใจค่ะที่คุณมีความสุข”

“ครับ…ขอบคุณ… เช่นกันครับ ผมก็ดีใจที่เห็นรุ่นพี่มีความสุข…”

ผมเอ่ยตอบจากใจจริง พร้อมๆกับที่โน๊ตตัวสุดท้ายของเพลงยังคงกังวาน ก่อนจะค่อยๆจางหายไปในอากาศ ผมหยุดเท้า แต่ยังไม่ได้ปล่อยมือเธอในทันที ได้แต่ยืนมองรอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวเงียบๆอยู่แบบนั้น พอได้เห็นรอยยิ้มของเธอ ผมก็กลับมาลังเลอีกครั้ง

…ผมคิดถูกแล้วใช่ไหมที่ยอมหยุดหัวใจของตัวเอง ยอมปล่อยมือจากเธอและอธิษฐานให้เธอได้พบคนที่ทำให้เธอมีความสุขได้อีกครั้งเร็วๆ…

กว่าจะรู้ตัวว่าตนไม่ได้ปล่อยมือหญิงสาวลง อย่างที่ตนคิดก็รู้สึกเก้อเขินนิดๆ ผมเสเงยหน้าขึ้นมองด้านบน แล้วเปรยออกมาเบาๆ

“…อุตส่าห์อธิษฐานขอให้มีมิสเซิลโท…ดูเหมือน…คำขอของผมจะส่งไปไม่ถึงนะ”

…ใช่แล้ว… ไม่มีมิสเซิลโทที่นั่นสำหรับผมกับอนาสตาเซีย มันเหมือนเป็นสัญญาณสุดท้าย ย้ำให้ผมแน่ใจว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำ และตลอดเวลาที่เลือกจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้เป็นสิ่งที่ถูกและดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่แล้ว สัญญาณสุดท้าย…ที่บอกให้ผมตัดใจ ให้ผมปล่อยมือจากเธอ…

ผมก้มกลับลงมา ยิ้มมองเธออีกครั้ง ก่อนจะปล่อยมือและโค้งให้อีกคนอย่างสุภาพ อดแปลกใจนิดๆไม่ได้ที่อีกฝ่ายน้ำตารื้นขึ้นมาเล็กน้อย เธอกุมมือผมไว้ก่อนจะยิ้มให้ผม

“ขอโทษด้วยนะคะ แต่สักวันคุณคงจะเจอคนที่เหมาะสมกับคุณและมิสเซิลโทก็จะปรากฏขึ้นมาแน่นอนค่ะ”

ผมยิ้มตอบรับ พยักหน้าให้เธอนิดนึง

“ครับ ผมจะเชื่อในการรอคอย… เชื่อว่าเวลาจะพาใครสักคนมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม คนที่จะเป็นทุกอย่างของผม… ขอบคุณนะครับสำหรับคืนนี้”

ผมโค้งให้เธออีกครั้ง ก่อนเลือกจะผละจากมา ด้วยความรู้สึกหลากหลาย

……………………………………..

ก่อนจบค่ำคืนนั้น ผมเพิ่งรู้ความสามารถตัวเองอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่เคยคิดว่าตนเองมี… ลางสังหรณ์ของผมอาจจะถูก ผมบอกกับตัวเองเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นอนาสตาเซียกำลังจูบแก้มคู่เต้นรำของเธอคนหนึ่ง ผมยิ้มบางๆ เสมองไปทางอื่นแล้วยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นดื่มที่เหลืออยู่ในแก้วจนหมด

…บางทีคำอธิษฐานในคืนวันคริสมาสต์อาจจะมีมนต์ขลังและส่งผลไวกว่าที่ผมคาดคิด…และบางที…ปีหน้า…ผมน่าจะลองคิดเรื่องลงเรียนวิชาพยากรณ์ศาสตร์ดูใหม่อีกครั้ง…

…นั่นเป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม…

“ได้เวลากลับหอไปเก็บของแล้วมั้ง”

ผมเปรยกับตัวเองเบาๆก่อนจะเดินออกจากห้องจัดงานเพื่อกลับไปเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางในวันพรุ่งนี้

……………………………………..

ข้าวของส่วนใหญ่ที่ต้องเอากลับไปด้วยมีไม่มากนัก ไม่กี่นาทีกระเป๋าเดินทางของผมก็ถูกจัดเรียบร้อย

หลังจากเช็คดูอีกครั้งว่าไม่ลืมอะไร ผมก็หยิบสมุดไดอารี่หรือจริงๆก็แค่สมุดจดความคิดที่ผมใช้พูดคุยกับตัวเองติดมือมานั่งลงที่เตียง พอเปิดออกดูผมเพิ่งรู้ว่าโปสการ์ดที่ผมชอบใช้เป็นที่คั่นหนังสือ อันที่ผมเคยเขียนถึงอนาสตาเซียในช่วงเวลาใกล้ๆกันตอนอยู่ปีสอง หล่นหายไปที่ไหนก็ไม่รู้ ใจนึงก็นึกเสียดาย แต่อีกใจก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผมเชื่อว่า ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่หายไป ผมจะสามารถสร้างมันขึ้นมาทดแทนได้ใหม่อีกครั้ง ตราบเท่าที่ผมไม่ล้มเลิกหรือหยุดพยายาม

ผมจรดปลายปากกาขนนกลงบนหน้ากระดาษว่างเปล่าหน้าถัดไป ก่อนเริ่มตวัดเขียนอีกครั้ง  เรื่องราวความรักของเด็กหนุ่มผู้ได้เติบโตขึ้นจากความรักที่ไม่สมหวัง

[…ความรักครั้งแรกของผม…เริ่มขึ้นในบ่ายวันหนึ่งกลางฤดูร้อน และจบลงในค่ำคืนที่ฟ้ากระจ่างดาวกลางฤดูหนาวอันอบอุ่น…]

==The End==

u3m1u4q

Advertisements

3 thoughts on “[EHW] HW-03 /2016 : ความทรงจำในฤดูหนาว

  1. อ่าน… จนจบแล้วรู้สึกเค้วงนิดๆ ตัวเนื้อเรื่องจบได้ดีมากแล้วปงปมอะไรก็เก็บได้อย่างเรียบร้อยจนคิดว่าคงไม่มี loose end แล้ว คิดว่าผ่านเหตุการณ์นี้ไป ตัวละครที่ชื่อ “เคเลบ” คงได้เรียนรู้อะไรไปมากมาย แล้วเติบโตต่อไป เป็นการพัฒนาตัวละครที่ดีมากและเห็นได้ชัดมากเลย ชอบมาก

    ปล. อ่านแล้วสะเทือนจาย ฟิคหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วได้ม้ายย

    Liked by 1 person

  2. ………เขียนได้แบบเดียว 5555555555555555 นี่ก็ไม่รู้จะเอาสตอรี่อะไรมาลงให้เครปคุงต่อดีเหมือนกันครับ แงงงงง ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์นะครับ แค่อ่านจนจบผมก็ดีใจมากๆแล้วนะ มีคอมเม้นต์ แถมชมอีก ดีใจๆ (>u<,,)

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s