[EHW] · [Event] · [Fic] · [Keleb]

[EHW] HW-04 /2016 : การบ้านวิชาอักษรรูนโบราณ

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

EHW_logoSlytherin_logo
Hogwarts houses : Slytherin

**********************************************

[EHW] โจทย์ที่ 4 ของปีการศึกษา 2016 : การบ้านวิชาอักษรรูนโบราณ

By : Keleb  Kyler  Bonneville (ปี 3)

Note : Fiction 2,197 คำ

ขอขอบคุณ : พี่เลียม อีตัน ปี 7 (@EHW_Liam) พี่ชายสุดเลิฟของน้องเครปด้วยนะคะ

From Sena : การบ้านคราวนี้มาแบบสายฟ้าแล่บ คือปั่นมันคืนเดียวก่อนส่งนี่ล่ะ ไว้มีเวลาค่อยมาเม้าท์มอยนะคะ ตอนนี้ซิ่งวินมาส่งก่อน 5555

**********************************************

Last Step

**********************************************

ทั้งที่เป็นช่วงวันหยุดอีสเตอร์แท้ๆ อากาศวันนี้กลับขมุกขมัวมาตั้งแต่เช้า ท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีเทาชุ่มฉ่ำ พอตกสายๆ กลุ่มเมฆดำทะมึนก็ทำตัวเป็นสำลีที่ถูกบีบ โปรยปรายหยาดฝนที่ซับอุ้มไว้ลงมาจนได้ แถมมีทีท่าว่าจะไม่ยอมหยุดตกตลอดบ่ายวันนี้ด้วยซ้ำ

เอาเถอะ ถึงมันจะทำให้อากาศหนาวเย็นและชื้นแฉะไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้ผมนัก เพราะผมไม่มีแผนจะออกไปนอกตัวปราสาทอยู่แล้ว และตั้งใจจะใช้เวลาวันนี้ทั้งวันในการทำการบ้านวิชาอักษรรูนโบราณซึ่งยังไม่ได้เริ่มซะให้เสร็จ

ก่อนหน้านี้ผมเองก็มีเวลามากมายในการทำการบ้านชิ้นนี้ และว่ากันตามตรงมันก็ไม่ใช่โจทย์ที่ยากจนเกินไป เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่า ผมเติบโตมาในตระกูลบอนเนอวิลล์ซึ่งมีธุรกิจประมูลและค้าขายวัตถุโบราณมาหลายรุ่นแล้ว และส่วนใหญ่บรรดาของเหล่านี้ก็เต็มไปด้วยอักษรรูนโบราณตกแต่งประดับประดาไว้อยู่แล้ว จนผมรู้สึกคุ้นชินกับลวดลายขีดๆเขียนๆของภาษารูนโบราณนี้ ก่อนที่ผมจะเริ่มเรียนอักษรรูนในไพรเวทคลาสกับมิสเตอร์แพรทท์เสียอีก แต่ที่ยังไม่แตะการบ้านชิ้นนี้มาจนถึงวันนี้ ก็เพราะพักหลังๆมานี้ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองอารมณ์ขุ่นมัว และไม่มีไฟในการคิดสร้างสรรค์อะไรมากนัก โดยเฉพาะเมื่อมีหลายต่อหลายเรื่องที่กำลังกวนใจผมอยู่

ผมพยายามคิดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม ในหัวข้อที่เกี่ยวกับอักษรรูน แต่ความทรงจำที่ชัดที่สุด กลับเป็นเรื่องราวในวัยเด็ก ตอนที่ผมยังไม่รู้ความหมายของมัน ผมสนุกไปกับการจินตนาการ ว่ารอยขีดเขียนพวกนั้นเป็นรหัสลับ หรือลายแทงปริศนาที่จะพาผมไปยังอะไรสักอย่าง… ซึ่งอาจจะเป็นที่ซ่อนขุมทรัพย์ก็ได้ ผมจึงชอบแอบลงไปยังห้องนิรภัยของตระกูลพร้อมกับสมุดเล่มหนึ่ง แล้วตั้งหน้าตั้งตาคัดลอกตัวอักษรภาษารูนที่ผมพบตามสมบัติแต่ละชิ้นมาเก็บไว้ แถมยังเลือกตัวสวยๆที่ผมชอบมาเขียนเรียงไว้บนปกด้วยหมึกสีเงินด้วย มารู้ทีหลัง ว่าตัวหนังสือบนปกดันอ่านและแปลความหมายได้ว่า ‘ตด’… และนั่นก็ทำให้มิสเตอร์แพรทท์หัวเราะเสียท้องคัดท้องแข็ง เมื่อเขาเห็นสมุดเล่มนี้เข้า

แน่ล่ะ ผมไม่บ้าเอาเรื่องน่าอายแบบนี้ไปเขียนเป็นการบ้านส่งศาสตราจารย์ไกเนสหรอกนะ

…ถ้างั้น… ผมจะส่งการบ้านเรื่องอะไรดีล่ะ…

คิดสิคิด… เคเลบ บอนเนอวิลล์… อะไรก็ได้สักเรื่อง ขอแค่มีการบ้านส่งเป็นชิ้นเป็นอัน…แค่ไปที่ผลลัพธ์!

ผมกระตุ้นย้ำกับตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้สมองผมแล่นมากนัก

การมุ่งไปที่ผลลัพธ์ เป็นสิ่งที่พ่อสอนผมมาตลอด ผมยังคงจำมันได้ดี วันหนึ่งที่พ่อพาผมไปดูสิ่งที่เรียกว่า ‘บันไดเลื่อน’ ในห้างแฮร็อดส์ของพวกมักเกิ้ลในลอนดอน พ่อให้ผมลองวิ่งขึ้นไปชั้นบนแข่งกับขั้นบันไดที่กำลังค่อยๆเลื่อนลงมา หลายครั้งที่ผมหมดแรง และก้าวพลาดในขณะที่เหลืออีกแค่หนึ่งหรือสองขั้นก็จะก้าวขึ้นไปยืนตรงสุดปลายบันไดชั้นบนได้ แต่ในเมื่อไปไม่ถึง ก็มีแต่ต้องเลื่อนลงมาพร้อมกับบันได และกลับมาสู่พื้นชั้นล่างอีกครั้ง ซ้ำๆอยู่อย่างนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า

วันนั้นพ่อทำให้ผมเข้าใจประโยคที่ว่า…

‘ 99% กับ 100% ต่างกัน 100%’

นั่นเพราะความพยายามที่ไม่มากพอจะไปจนถึงผลลัพธ์ที่เราคาดหวัง มีค่าไม่ต่างอะไรกับการไม่พยายาม เพราะแบบนั้น พ่อถึงมักบอกให้ผมทำให้เต็มที่ไม่ต้องกังวลเรื่องวิธีการ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ผลลัพธ์

…ทั้งๆที่รู้… แต่ผมก็ทำตามที่พ่อสอนไม่ได้…

หลายครั้งที่ผมถามตัวเองซ้ำๆ เหมือนปล่อยให้ใครสักคนฉายภาพหนังวนอยู่ในหัวของผม คำถามที่ว่า ‘ผมได้ทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?’ …‘ผมตัดใจจากรุ่นพี่อนาสตาเซียเร็วไปรึเปล่า?’… ‘สอบคราวที่แล้วผมได้เตรียมตัวดีพอไหม?’… ‘แล้วควิดดิชล่ะ ผมได้พยายามฝึกซ้อมหนักพอรึเปล่า?’…

เป็นเพราะผมหยุดอยู่ที่ขั้นก่อนสุดท้ายบนบันไดเลื่อนใช่ไหม ผมถึงต้องอกหักจากรุ่นพี่อนาสตาเซีย คะแนนสอบครั้งก่อนก็สูงไม่เท่าที่คาดหวัง ในขณะที่อัลก้าร์ได้เล่นเป็นซีกเกอร์ ผมกลับได้เล่นแค่ตำแหน่งสำรองซีกเกอร์ แม้จะได้เป็นตัวจริงในตำแหน่งเชสเซอร์ก็ตาม…

‘…ถึงแม้ว่าเวลาจะใกล้หมด และอีกฝ่ายทำคะแนนนำเราไปมาก กระทั่งไม่เห็นหนทางที่จะชนะได้ แต่ถ้า…ฉันคว้าลูกสนิชสีทองได้ ปาฏิหาริย์ก็ยังเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เหรอ… หนังสือประวัติศาสตร์ควิชดิชเวิร์ลคัพสอนฉันไว้แบบนั้นน่ะ…’

นั่นเป็นคำพูดที่ผมเคยพูดไว้กับรุ่นพี่อนาสตาเชียเมื่อตอนต้นปี… แต่ในยามที่คุณพูดมันออกมาอย่างมีความหวัง มันช่างให้ความรู้สึกแตกต่างกันเหลือเกินกับในวันที่คุณได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของกีฬาควิดดิช…

เมื่อปาฏิหาริย์ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับคุณ เมื่อผลลัพธ์ของเกมอาจไม่ขึ้นอยู่กับว่า คุณฝึกซ้อมมาหนักแค่ไหน… คุณวางแผนมาดีแค่ไหน… หรือแม้แต่วันนั้นคุณเล่นมันได้ดีแค่ไหน… เพียงแค่สนิชลูกเดียวเท่านั้น… โอกาสในการได้จับมันต่างหากที่นำมาซึ่งชัยชนะ

ผมไม่ได้นึกโทษใคร เพราะผมไม่มีสิทธิ์จะคิดโทษ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาของบ้านไหนก็ตาม ในเมื่อผมอยู่ในฐานะนักกีฬาซึ่งได้แค่นั่งดูการแข่งขันจากอัฒจันทร์คนดู ผมไม่ใช่ซีกเกอร์อย่างที่ได้คุยโวไว้กับรุ่นพี่อนาสตาเซีย ไม่ได้ลงในตำแหน่งเชสเซอร์ด้วยซ้ำ เมื่อผมดันพาตัวเองไปบาดเจ็บแบบโง่ๆที่ข้อเท้าก่อนการแข่งขันชิงถ้วยควิดดิชให้บ้านสลิธิรินไม่ถึงสองสัปดาห์

ตั้งแต่บาดเจ็บคราวนั้น ผมก็ไม่ได้ซ้อมควิดดิชมาพักใหญ่จนชักเริ่มขี้เกียจ หลังจบฤดูกาลแข่งขัน ความอยากซ้อมควิดดิช หรือแม้กระทั่งการซ้อมขี่ไม้กวาดที่ผมเคยชอบก็กลายเป็นเรื่องรองไป เมื่อใครต่อใครพากันหันมาสนใจกับการอ่านหนังสือสอบมากกว่า

…โอเค… ผมโกหก…

เด็กปี 3 อย่างผมไม่ได้ยุ่งกับการสอบมากมายนักหรอก เทียบกับรุ่นพี่ปี 5 ที่มีการสอบวิชาพ่อมดแม่มดระดับสามัญ (ว.พ.ร.ส.) กับปี 7 ที่มีการสอบวัดระดับความรู้พ่อมดเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ (ส.พ.บ.ส.) รออยู่

ส่วนอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าข้ออ้างนั่นแหละ เพราะผมแทบจะหายเป็นปกติดีจนไม่รู้สึกถึงการบาดเจ็บนั่นมาหลายอาทิตย์แล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้มันจะเจ็บจริงๆจนต้องสละสิทธิ์การลงแข่งก็เถอะ

ผมยอมรับว่าเหตุผลที่ผมไม่นึกอยากออกไปขี่ไม้กวาดพักหลังๆมานี้ คงเพราะผมยังทำใจไม่ได้กับผลการแข่งขันทั้งสองนัดของทีมสลิธิรินตะหาก

ความคับข้องใจที่ไหลรินเหมือนคำสาปไปทั่วทุกขุมขนบนร่างกาย เป็นเหมือนฝันร้ายซึ่งตามมาหลอกหลอนในรูปแบบของคำถามเล็กๆ ซึ่งดังก้องสะท้อนไปมาอยู่ในหัวอย่างไม่ยอมจางหายจากวันนั้นจนถึงวันนี้…

…ถ้าผมไม่บาดเจ็บ และได้ลงแข่ง… ผลลัพธ์ของมันจะเปลี่ยนไปไหม…

99% ที่พยายาม สุดท้ายกลับกลายมาเป็นศูนย์

…คำตอบของมันอาจจะ ‘ไม่’… หรืออาจจะ ‘เปลี่ยน’ … ผมไม่รู้ ไม่มีทางรู้

คำตอบที่แน่นอน และเป็นความจริงที่สุดของคำถามนี้ก็คือ… ผมย้อนเวลากลับไปไม่ได้… ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ มีแต่ทำมันให้เต็มที่ และให้ทุกๆความผิดพลาด เป็นบททดสอบ เพื่อเรียนรู้ เติบโต และเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าเท่านั้น…

…วันหนึ่งข้างหน้า สิ่งเหล่านี้จะถูกเรียกชื่อใหม่ อาจเป็น ‘ความทรงจำ’ … ‘ประสบการณ์’… ‘ความผิดพลาด’… ‘เรื่องที่เสียใจ’… แล้วแต่คนจะเลือกนิยามให้มัน

ความคิดคำนึงมาถึงตรงนี้ พาให้ผมนึกถึงภาพใบหน้าของใครคนหนึ่ง คนที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้า โดยที่ผมจะเป็นแค่หนึ่งในเรื่องที่ผ่านมาของเขาในไม่ช้า ทั้งที่รู้ว่ายังสามารถติดต่อพบปะ หรือพูดคุยกันได้ แต่ระยะทางห่างไกลที่กำลังจะเกิดก็ทำให้ผมรู้สึกเคว้งคว้างอยู่ดี

…ไม่สิ… ความรู้สึกที่ว่านี้ มันน่าจะมีมาได้สักพักแล้วต่างหาก

‘อัลก้าร์ แบล็ควู้ด’

ผมนึกขำตัวเองในตอนนั้นที่เลือกตอบพี่เลียมด้วยชื่อปลอม เพราะความกลัวแบบเด็กๆ

ตลกดีที่ผมจำภาพใบหน้าและคำพูดในการพบกันครั้งแรกของผมกับพี่เลียมที่หลังรูปปั้นหน้าหอเรเวนคลอได้ชัดเจน จนรู้สึกเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่มันเป็นเรื่องเมื่อเกือบสามปีมาแล้ว แต่กลับจำอาหารที่กินเป็นมื้อเช้าเมื่อสัปดาห์ก่อนไม่ได้

ผมจำพายุหิมะที่เกิดจากใบไม้สีแดงซึ่งทิกเกอร์กับชอว์ช่วยกันทำมันปลิวฟ่องขึ้นไปในอากาศได้ ผมจำคุณปลาหมึกในแท้งค์ตรงกลางร้านอาหารของอควอเรี่ยมที่ผมไปเที่ยวช่วงวันหยุดกับพี่เลียมได้ จำวันที่พี่เลียมให้ผมขี่หลังได้ จำขนมรูปหมีโคอาล่าสอดไส้ช็อคโกแลตซึ่งต้องเขย่าเป็นพันครั้งจนกล้ามขึ้น เพื่อให้กลายเป็นช็อคโก้บอลได้ …และจำความรู้สึกตอนที่เดินหันหลังจากพี่เลียมมาในคืนยูลบอลได้เช่นกัน

…แต่ผมจำไม่ได้…ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเริ่มหงุดหงิดกับรอยยิ้มของพี่เลียม รอยยิ้มที่ผมไม่เข้าใจ จำไม่ได้ว่าตั้งแต่ตอนไหนที่ผมรู้สึกเหมือนไม่เข้าใจความหมายจากแววตาที่พี่มองตอบมา จำไม่ได้ว่าตอนไหนกันแน่ที่เริ่มรู้ตัว ว่าทั้งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่พี่กำลังคิดอยู่เลย

…หรือบางทีมันอาจอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ต้น… ผมอาจจะแค่ดูคล้าย แต่ไม่ได้เป็นจิ๊กซอร์ชิ้นที่ใช่ ที่จะถูกวางลงไปเติมเต็มในภาพชีวิตของพี่เลียมก็ได้ ผมไม่รู้ว่าที่ผ่านมาอันไหนเป็นเรื่องจริงบ้าง ไม่รู้ว่าผมพลาดอะไรไป…และตอนไหน วันข้างหน้า เรื่องราวของผมจะถูกนิยามเป็นอะไร …อาจเป็น ‘ความทรงจำ’ … ‘ประสบการณ์’ … ‘ความผิดพลาด’ … ‘เรื่องที่เสียใจ’ … หรืออาจไม่เป็นอะไรเลย… ไม่มีอะไรหลงเหลือ ไม่ถูกจดจำ… ไม่ต่างจากอาหารเช้าเมื่อสัปดาห์ก่อนของผมที่ถูกลืมนั่นแหละ

ผมหลุบตาลง แนบใบหน้าเข้ากับกระจกหน้าต่างของห้องสมุด ลมหายใจอุ่นทำให้ผิวกระจกเปลี่ยนเป็นฝ้าขาว ผมจงใจเป่าลมเบาๆจากปากให้สีขาวขุ่นแผ่ขยายออกไป ก่อนจรดนิ้วลากเล่นให้ผิวเรียบๆนั้นกลับมาใสอีกครั้งเหมือนเวทมนต์

rune copy

(*ดูคำแปลด้านล่าง*)

.

.

ภาพเบื้องล่าง ตรงลานหน้าปราสาทเส้นผมสีน้ำตาลนุ่มเล็ดลอดให้เห็นตามช่องว่างที่ถูกขีดเขียนเป็นตัวหนังสือ

…ท่าทางผมคงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเขามาก เพราะผู้ชายคนนี้ท่าทางจะอายุยืนน่าดู…

ผมมองเหม่อไปที่ใบหน้าที่คุ้นเคย ซึ่งกำลังประดับด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ผมหงุดหงิด ผมไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรตอนที่เก็บม้วนกระดาษกับปากกาบนโต๊ะโยนกลับลงกระเป๋า ผมรอให้ตัวเองก้าวเท้าพ้นประตูห้องสมุดก่อนถึงค่อยเริ่มออกวิ่ง จุดหมายอยู่ที่ประตูหน้าของปราสาท ฝนหยุดตกแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ท้องฟ้าเหนือหัวของผมยังเป็นสีเทาฉ่ำขมุกขมัว แต่ในหัวของผมตอนนี้ปลอดโปร่งอย่างกับท้องฟ้าไร้เมฆกลางฤดูร้อน ผมไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอะไร แต่จะสำคัญตรงไหน ในเมื่อผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลลัพธ์ที่ต้องการคืออะไร บางครั้งหลักการไปที่ผลลัพธ์ก็อาจมีข้อยกเว้น

ตอนนี้ในหัวของผมมีแค่สิ่งเดียว… ก้าวให้พ้นบันไดเลื่อนขั้นสุดท้ายของชั้นบน…

‘…99%…หรือ 100%…’

==The End==

*************************************************************

*แปลอักษรรูนที่เคเลบเขียนนะคะ*

[ Liam Eaton

Forget Me Not ]

///////

#เขิล 55555

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s